ออกจากระบบ Cloud แห่งชีวิต ตอนที่ 1

เราเป็นผู้ขับเคลื่อนชีวิตที่แท้จริงหรือไม่❓

เราทุกคนมักคิดว่า…ชีวิตเป็นของเรา

เราเป็นผู้กุมบังเหียนชีวิตด้วยตัวเราเอง

เรามักเชื่อว่าอะไรก็ตามที่เราคิด พูด ทำ

ล้วนมาจากการตัดสินใจของเรา 💯%

แต่ถ้าเราพิจารณาให้ดี เราจะพบว่า…

แท้จริงแล้ว…เรามีอำนาจน้อยมาก ๆ

ในการขับเคลื่อนชีวิตของเราเอง

เราเคยถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้หรือไม่…

⇒ ทำไมเราโกรธทั้งที่เราไม่ได้อยากโกรธ❓

⇒ ทำไมเราเศร้าทั้งที่เราไม่อยากเศร้า❓

⇒ ทำไมเราอยากเข้าใจ แต่ใจกลับปฏิเสธ❓

⇒ ทำไมเราอยากบอกคำว่ารัก อยากขอโทษ

อยากชื่นชม แต่คำเหล่านั้น กลับยากที่จะหลุด

ออกมาจากปากเรา❓

อิคิ ∙ 生き เชื่อว่าเราทุกคนต้องเคย…

⇒ โกรธ แม้ว่าไม่อยากโกรธ

⇒ เศร้าทั้ง ๆ ที่ไม่อยากเศร้า

⇒ อยากเข้าใจ แต่กลับทำไม่ได้

⇒ อยากบอกรัก อยากขอโทษ

แต่เรากลับทำให้ทุกอย่างแย่ไปกว่าเดิม

หากเป็นเช่นนี้…สรุปแล้ว ชีวิตของเรา

ถูกขับเคลื่อนด้วยตัวเราหรือไม่❓

หรือมีอะไรบางอย่างที่อยู่เบื้องหลัง

และแอบขับเคลื่อนชีวิตของเรา

โดยที่เราไม่รู้ตัว❓


ธุลีแห่งอดีต คือวงจรนิสัยและพฤติกรรม

เพื่อน ๆ เชื่อไหมคะว่า…ชีวิตของเราทุกคน

ล้วนถูกห่อหุ้มด้วย ฝุ่น ธุลี จากอดีต

ธุลีเหล่านั้น ฝังแน่นประทับร่องลึก

เปรียบเสมือนซากฟอสซิล

ที่ฝังแน่นลงไปในชั้นหินจนกลายเป็น

เนื้อเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น

ซากเหล่านั้นฝังลึกจนเราแยกไม่ออกว่า…

อะไรคือสภาวะอันบริสุทธิ์ของเรา

และอะไรคือ…ฝุ่น ธุลีแห่งอดีต ที่จบไปแล้ว

ตายไปแล้ว ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนของเรา

ท่าน Osho กล่าวไว้ดังนี้ค่ะ…

ฝุ่นคือธุลีแห่งอดีต อดีตนั้นผ่านไปแล้ว

เราทำอะไรเกี่ยวกับอดีตไม่ได้อีกแล้ว

แต่เราไม่รู้ ไม่ตระหนักถึงฝุ่นเหล่านั้น

เราจึงปล่อยให้ฝุ่นเกาะติด ฝังลึกในตัวเรา

ไปกับเราทุกที่ราวกับมันเป็นเนื้อเป็นตัว

เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา

ในทางปฏิบัติ…ฝุ่นเหล่านั้นคือจิต จิตคือ…

การรวมตัวของกลุ่มก้อนความคิดแห่งอดีต

เมื่อสะสมมากเข้า มากเข้า อดีตเหล่านั้น

จึงมีพลัง สะท้อนออกมาเป็นความคิด

การกระทำ ความรู้สึก และครอบงำชีวิตของเรา

ขับเคลื่อนให้เราตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ

ที่เราประสบพบเจอตามแต่อดีตที่เราสะสมเอาไว้

ตัวอย่างเช่น…หากเราเป็นคนขี้โกรธ

สั่งสมแต่ความโกรธ เล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่อยมา

เมื่อตาสัมผัส หูได้ยิน จมูกได้กลิ่นสิ่งที่ไม่ชอบ

ใจเราจึงโกรธขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

ยิ่งโกรธ ยิ่งสั่งสม ยิ่งถอนตัวจากความโกรธไม่ได้

จนเห็นผิดเป็นชอบ เห็นความโกรธเป็นดอกไม้

ทุกครั้งที่ได้โกรธทำให้ใจเราโล่ง โปร่ง เบา สบาย

เราจึงเสพติดความโกรธโดยที่เราไม่รู้ตัว


เหตุผลดี ๆ ที่จะโกรธ

ในตอนแรกหากใครสักคนทำให้เราโกรธ

มันอาจง่ายที่เราจะบอกตัวเองและผู้คนว่า…

ที่เราโกรธนั้นเป็นเพราะผู้อื่นทำให้เราโกรธ

แต่ อิคิ ∙ 生き อยากชวนทุกท่าน

ลองวางใจให้เป็นกลางดูนะคะ

ลองมองตัวเองแบบที่เราเป็น

บุคคลที่ 3 เป็นคนนอกดู

ถ้าเราเป็นคนขี้โกรธ

แม้คน ๆ นี้จะไม่ทำให้เราโกรธ

แต่เดี๋ยวเราก็จะโกรธเรื่องอื่นอีกอยู่ดี

ท่าน Osho กล่าวอีกว่า…

การที่คนอื่นทำตัวไม่ดี

มันเป็นกลไกของเขาเอง

ไม่ว่าจะอยู่กับเราหรือไม่

เขาก็จะทำตัวเช่นนั้น

เหมือนที่เราเป็นคนขี้โกรธ

เราก็จะยังโกรธอยู่เช้ายันค่ำ

ดังนั้นการที่คนอื่นทำตัวไม่ดีใส่เรา

มันเป็นเพียงความบังเอิญ

ที่เราอยู่ ณ ตอนที่คน ๆ นั้น

ทำสิ่งเหล่านั้นเท่านั้นเอง

มันง่ายที่เราโยนความผิดให้คนอื่น

ว่าเป็นเหตุในการโกรธของเรา

แต่การทำเช่นนี้มันเป็นเพียงแค่

การทำให้เราสบายใจเท่านั้น

เป็นเพียงแค่การซื้อเวลา แต่มัน…ไม่เคย

ขจัดความโกรธออกจากหัวใจเราให้สิ้นซาก

ดังนั้นเราจึงโกรธและโทษคนอื่นต่อไป

เมื่อเราไม่เคยหยุดที่จะโกรธ

เราและเขาจึงกระทบกระทั่งกันไปมา

เกิดกรรมสัมพันธ์ มีเหตุผลให้เราโกรธ

ไม่หยุดไม่หย่อน ไม่จบไม่สิ้น

แต่สิ่งที่เราไม่เคยเอะใจถามตัวเองก็คือ…

แล้วเราจะต้องโกรธไปอีกนานแค่ไหน❓

เราต้องอยู่ในวงจรนิสัยแห่งความโกรธนี้ไปอีกนานเท่าไร❓

แล้วเราจะต้องโกรธไปอีกกี่ชาติ กี่ภพ กันหล่ะเนี่ย❓


จิต คือ อะไร❓

จิต คือ กลุ่มก้อนความคิดที่เราสั่งสม

ซึ่งความคิดเหล่านั้น ล้วนเป็นอดีตที่ตายไปแล้ว

แม้จะตายแล้ว แต่อดีตเหล่านั้น

ยังคงมีอนุภาพบางอย่างอยู่ค่ะ

อนุภาพของอดีตคือ…

ความสามารถในการฉายภาพจำลอง

ภาพเก่า ๆ เรื่องราวเก่า ๆ ให้ผุดขึ้นมา

ในรูปแบบความคิดของเรา

อดีตไม่ได้มีเพียงแค่อนุภาพที่จะฉาย

ภาพจำลองที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้นนะคะ

แต่มันยังสามารถสร้างเรื่องราว

แห่งอนาคตที่ถูกต่อยอด ดัดแปลง

ปรับปรุงเล็กน้อย แล้วกระซิบบอกเราว่า…

นี่คือเรื่องราวใหม่ ๆ แต่แท้จริงแล้ว

มันเป็นเพียงเรื่องเดิม ๆ ที่ถูกต่อยอดเท่านั้น

เป็นเรื่องเดิม ๆ ที่แค่ถูกเปลี่ยนสถานการณ์

เปลี่ยนตัวละคร ให้เข้ากับยุคเข้ากับสมัยเท่านั้นเองค่ะ

เพื่อน ๆ ลองสังเกตดูนะคะ…ถ้าเราเป็นคนขี้โกรธ

ไม่ว่าโลกจะวิวัฒน์ไปอย่างไร

เวลาจะเปลี่ยนไปนานแค่ไหน

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาก้าวไกลเพียงใด

จากบนถนนที่เคยเต็มไปด้วย รถยนต์สันดาป

จนปัจจุบันได้กลายมาเป็นยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้า

เราก็จะยังโกรธ ก็จะยังหงุดหงิด ก็จะยังไม่พอใจ

ทุกครั้งที่มีคนขับรถตัดหน้าเราอยู่ดี

ดังนั้นอนาคตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอดีต

จึงไม่ได้เป็นอะไรที่นอกเหนือจาก

อดีตที่ถูกพัฒนา ปรับปรุงเรื่องราว

ด้วยฉากใหม่ สถานการณ์ใหม่

ตัวละครใหม่ เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นค่ะ

และเมื่อเป็นเช่นนี้…แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใด

แต่เราจะไม่เคยมีชีวิตที่สดใหม่เลยสักครั้ง

อนาคตและปัจจุบันของเรา

จะเป็นได้แค่เพียงภาพจำลองแห่งอดีตเท่านั้น


ระบบ Cloud แห่งชีวิต

จิตนั้นเปรียบเสมือน…

ระบบจัดเก็บข้อมูลที่เรียกว่า…Cloud

หลายท่านคงทราบดีว่า…

Cloud คือ ระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่

ที่ไม่มีตัวตน ไม่สามารถจับต้องได้

อีกทั้งสามารถขยายตัวได้อย่างไม่จำกัด

จิตก็เช่นกันค่ะ…จิตของเราเป็น

เครื่องมือล่องหนที่บันทึกข้อมูล

เกี่ยวกับอดีตได้มหาศาล

ในโลกแห่งความเป็นจริงระบบ Cloud

จะต้องมี Server บันทึกข้อมูล

และเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง

และทุกครั้งที่พื้นที่เก็บข้อมูลใกล้เต็ม

เราก็ต้องเสียเงิน ซื้อพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่ม

แต่จิตนั้นมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามาก เพราะ…

จิตสามารถบันทึกข้อมูลได้ไม่จำกัด

โดยไม่ต้องใช้พื้นที่ใด ๆ ในการเก็บ

ไม่ต้องมีแม้กระทั่ง Server ในการบันทึก

จิต เป็นอุปกรณ์ไร้ตัวตนที่ติดตัวเราไปทุกที่

และเชื่อมต่อกับเราตลอดเวลา

โดยเราไม่ต้องเสียเวลา

Log in Log out แม้แต่น้อย

และถ้าเป็นจิตแล้ว จะไม่มีคำว่าพื้นที่เต็ม

ต้องซื้อพื้นที่ในการเก็บข้อมูลเพิ่มแต่อย่างใด

ที่ยิ่งไปกว่านั้นจิตของเรายังเสื่อมสลายได้ยาก

ไม่เพียงแต่ติดตัวเราไปทุกที่เท่านั้น

แต่ยังสามารถติดตัวเราข้ามเวลา

ข้ามภพข้ามชาติได้อีกด้วย


ระบบอัตโนมัติแห่งจิต

จิตของเราเป็นระบบอัตโนมัติ

ที่ทำหน้าที่สั่งสมอดีต ความทรงจำ

เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตที่เราได้ประสบพบเจอ

จิตทำงานเงียบ ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่มีเหน็ด ไม่มีเหนื่อย ไม่มีวันลา

ไม่มีวันพัก ไม่มีการนอนหลับ

ไม่มีวันหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์

และการที่จิตไม่เคยพักนี่เองจึงเป็นสาเหตุ

ทำให้เราคิดยามตื่นและฝันยามหลับ

เราจึงคิดและฝันไปจนกระทั่ง

วันที่ร่างกายของเราเสื่อมสลายกลับสู่เถ้าธุลี

แต่จิตของเรายังคงอ่อนวัย พลังแห่งจิตจะยัง

ทรงพลังเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ด้วยเหตุนี้จิตจึงเป็นอมตะ…

แม้กายหยาบของเราเสื่อมสลายแต่จิตยังอยู่

และทุกครั้งที่กายหยาบของเราเสื่อมสลาย

จิตที่ยังคงอยู่จึงต้องหาที่สถิตย์ใหม่อยู่ร่ำไป

ร่างกายเราเปรียบเสมือน Hardward

เมื่อหมดสภาพ เราก็ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่

แม้จะได้ร่างใหม่ แต่เราถูกตั้งค่าเริ่มต้น

ให้เชื่อมต่อกับ Cloud ชุดเดิมตลอดเวลา

เราได้รับชีวิตมาแล้วหลายครั้ง

ได้เปลี่ยนองค์ทรงเครื่อง

ยกระดับประสิทธิภาพ

เป็นคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่มาแล้วหลายหน

และทุกครั้งที่เราได้รับชีวิตใหม่

เรายังถูกขับเคลื่อนด้วยชุดข้อมูลเดิม ๆ อยู่ร่ำไป

เราจึงดำเนินชีวิต ซ้ำรอยเดิม

เพียงแค่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องราว

จากเดิมเล็กน้อยเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่…

ไม่ว่าเราจะเกิดอีกกี่ภพชาติ

ไม่ว่าเราจะเป็นใครในชาติไหน

ไม่เราจะเป็น…พ่อค้า ครู ข้าราชการ

นายกรัฐมนตรี Programmer

เราก็จะยังเป็น…พ่อค้า ครู ข้าราชการ

นายกรัฐมนตรี Programmer

ที่ขี้โกรธอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

และนี่คือกงล้อแห่งชีวิตและความตาย

แม้จะเกิดใหม่ ในสถานภาพใหม่ มีชีวิตใหม่

แต่จิตวิญญาณของเรายังคงวนเวียน

ต่อยอด จากกรรมเดิม ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ในอดีตไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม

ทั้งทำดี ทำชั่ว เมื่อได้ทำ เมื่อได้คิด

เมื่อได้บันทึกในระบบจิต

ในอนาคตเราจะทำซ้ำ โดยไม่ต้องคิด

และนี่คือระบบ Cloud ที่ขับเคลื่อนชีวิตของเรา

หากเราไม่เคยเอะใจ ยังคงเชื่อมต่อ

กับระบบนี้ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติอยู่ร่ำไป

เราจะไม่เคยได้เป็นเจ้านายที่แท้จริงของชีวิตเราเสียที


เจ้านายตัวจริง

ท่าน Osho กล่าวว่า…

ทุกครั้งที่เราโกรธ นั่นหมายความว่า…

เราได้สร้างโอกาสที่จะกลับมาโกรธอีกครั้ง

การที่เราโกรธจึงเป็นการให้พลังงาน

แก่ความโกรธมากขึ้น ร่องรอยแห่งความโกรธ

จะถูกฝังลึกซ่อนลงไปในตัวเรามากขึ้น

ทุกอย่างที่เราลงมือทำ ลงใจรู้สึก

จะกลับมาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในหนทางแห่งวัฏฏะสงสาร

เป็นวังวนของเราอยู่ร่ำไป

เมื่อเราโกรธและได้ระบายความโกรธ

แม้อารมณ์โกรธนั้นจะหายไปในท้ายที่สุด

ซึ่งเราจะหลงคิดว่าเราไม่โกรธแล้ว

แต่แท้จริง ความโกรธแค่หายไปชั่วคราว

อารมณ์โกรธที่เหมือนจะดูเจือจางลง

กลับซึมแนบฝังลึกเข้าไปในตัวเรา

เข้าไปในมโนสำนึก จิตวิญญาณของเรา

จากนั้นมันเพียงแค่รอคอยโอกาส

ที่จะปะทุขึ้นมาใหม่เท่านั้น

เมื่อเราถูกกระทบ และพบเจอกับสิ่งเร้าเดิม ๆ

ความโกรธก็ทำงานแบบเดิม พอหายโกรธ

ก็ฝังลึกมากกว่าเดิม รอวันปะทุขึ้นมาใหม่

ครั้งหน้าที่เราโกรธ เราก็จะโกรธง่ายกว่าเดิม

โกรธมากกว่าเดิม พอระบายอารมณ์แล้ว

ความโกรธก็ฝังลึกยิ่งกว่าเดิม

เป็นแบบนี้จนกลายเป็นวงจรแห่งความโกรธ

ที่ไม่มีวันจบ ไม่มีวันสิ้น

จนตัวตาย ร่างสลาย แต่จิตไม่เคยสลาย

ไปเกิดภพใหม่ ชาติใหม่ ไม่ว่าจะเป็นร่างใหม่

ครอบครัวใหม่ อาชีพใหม่ สังคมใหม่

เราก็ยังเป็นคนขี้โกรธเหมือนเดิม

ความโกรธจึงกลายเป็นของเก่า

เป็นฝุ่นที่ติดร่างเราไปทุกภพ ทุกชาติ ไม่จบไม่สิ้น

ทุกครั้งที่เราให้ความร่วมมือกับความคิด

จนถึงขั้นลงใจรู้สึก ลงมือ ลงแรงกระทำ

มันคือการรดน้ำพรวนดินให้กับ

เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธ ให้หยั่งรากลึกลงไป

ในจิตใต้สำนึกของเรา เพื่อรอวันเติบโต

เป็นพฤติกรรมที่เราไม่สามารถ

ยับยั้งตัวเองได้อีกต่อไป

เมื่อถึงจุดนี้…เราจะไม่ได้…

เป็นผู้ขับเคลื่อนชีวิตของเราอีกต่อไปแล้ว

แต่พฤติกรรม การกระทำต่าง ๆ ในอดีต

ที่ฝังแน่นในจิตวิญญาณของเรา

จะกลายเป็นธรรมชาติของเรา

กลายเป็นผู้สั่งการให้เราทำ

โดยที่เราไม่สามารถแม้แต่จะคิด

ไม่สามารถแม้แต่จะถาม สิ่งเดียวที่เราทำ…

คือทำโดยไม่ได้คิด…หลาย ๆ ครั้งเข้า…

สิ่งนี้จึงสั่งสมเป็นนิสัย เป็นอนุสัย

ติดตัวเราข้ามภพ ข้ามชาติ

พฤติกรรมในอดีตที่เราทำซ้ำ ๆ จึงกลายเป็นนาย

ส่วนตัวเราก็กลายเป็นบ่าวที่ไร้สมอง

และนี่คือคำอธิบายของทฤษฎีแห่งกรรม

กรรมคือผลจากการกระทำหรือความคิด

ที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นวงจร

ทำเหตุเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น

ไม่มีวันออกจากวงจรได้

ท่าน Osho อุปมาเหมือนกับการที่เรา

ถูกคุมขังอยู่ในคุก แต่คุกนี้ได้ถูกสร้างจากพฤติกรรม

ที่เราทำและเงื่อนไขที่เราได้กำหนดเอง

โดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่รู้แม้กระทั่งเผลอเข้าใจไปว่า…

ทุกสิ่งที่คิดคือตัวเรา ทุกอย่างที่ทำก็เป็นเรา

แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เราในปัจจุบันไม่ใช่ผู้กระทำ

แต่เราเป็นผู้ถูกบงการจากพฤติกรรมในอดีต

ที่สั่งสมมาช้านานต่างหาก

เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อเราโกรธ

เวลาที่เราโกรธ เราก็มักที่จะ

ให้เหตุผลอันชอบธรรมในการโกรธ

เราให้เหตุผลตัวเองว่า…ถ้าเราไม่โกรธ

ลูกของเรา ลูกน้องของเรา คนของเรา

ก็จะเหลวไหลอยู่เช่นนี้ ดังนั้นเราจึงต้องโกรธ

เพราะถ้าไม่โกรธผู้คนก็จะทำสิ่งเดิม ๆ

ไม่ปรับปรุงไม่พัฒนากันเสียที

เมื่อคิดเช่นนี้ เราจึงโกรธอยู่ร่ำไป

เราโกรธตั้งแต่ชาติที่แล้ว จนมาถึงชาตินี้

และจะยังโกรธไปถึงชาติหน้า

ตลอดช่วงที่ผ่านมาสิ่งที่เราทำ

เราเพียงแค่มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงคนอื่นอยู่ร่ำไป

แต่คน ๆ เดียวที่เราไม่เคยคิด

จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกลับกลายเป็นตัวเรา

เราโกรธอย่างไร ก็จะโกรธอยู่อย่างนั้น

คำถามก็คือ แล้วเราจะโกรธไปถึงเมื่อไหร่❓

เราเคยเอะใจไหมว่า…

แม้ว่าเราจะไม่ได้พบปะใคร

ใช้ชีวิตอันแสนสบายแค่ไหน

แต่ทำไมอยู่ ๆ เราก็รู้สึกเหงา รู้สึกเศร้า

รู้สึกโกรธ รู้สึกแย่ รู้สึกดี หรือรู้สึกไม่ดีขึ้นมาได้

เราเคยถามตัวเองไหมว่า…

ทำไมอยู่ ๆ อารมณ์เหล่านี้ก็ผุดขึ้น

ทั้ง ๆ ที่เราก็อยู่เฉย ๆ ในที่สบาย ๆ ❓

สิ่งนี้คือการบอกใบว่า…

ไม่ว่าเราจะคิด เราจะทำ เราจะรู้สึกอะไร

ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นภายในตัวเรา

โดยที่เราไม่รู้ที่มาที่ไป จับต้นชนปลายไม่ถูก

ไม่ว่าเราจะรู้สึกดีหรือแย่ ความรู้สึกเหล่านี้

ผุดขึ้นมาจากจิตไร้สำนึกของเรา

จากอดีตที่เราสั่งสมมาหลายภพชาติ ดังนั้นไม่มีใคร

ที่จะรับผิดชอบสภาวะเหล่านี้ได้นอกจากตัวเรา

ไม่มีใครทำให้เราโกรธได้ ไม่มีใครทำให้เราสุขได้

เราจะสุขด้วยตัวเอง โกรธก็เพราะภายในเราเอง

เศร้าด้วยตัวเราเอง

ชีวิตเราจึงถูกขับเคลื่อนด้วยเจ้านายที่ชื่อว่า

“อดีต” เสมอมา เรามีชีวิตดูเหมือนจะก้าวหน้า

แต่แท้จริงแล้ว เราได้แต่ย่ำอยู่กับที่

ไม่ไปไหนจริง ๆ เสียที ถ้าเราไม่รู้สิ่งเหล่านี้…

เราก็จะอยู่ในวงจรแห่งวัฏฏะสงสารเดิม ๆ ร่ำไป

คำถามสำคัญคือ…

แล้วเราจะออกจากวงจรนี้ได้อย่างไร❓

ซึ่งเราจะมาหาคำตอบกันในตอนต่อไปกันนะคะ

ในตอนต่อไป อิคิ ∙ 生き จะพาเพื่อน ๆ

ไปดูอดีตของแต่ละท่าน ด้วยการ

นั่ง Time Machine ย้อนเวลากลับไป

วิธีเดียวที่เราจะปลดปล่อยอดีตของเราได้

คือการยอมรับอดีตเหล่านั้นด้วยความเข้าใจ

หากเราทำได้ เราก็จะได้ใช้ชีวิตในมิติใหม่

อย่างเป็นอิสระและมีแต่ละปัจจุบันขณะ

ที่สดใหม่อยู่เสมอนะคะ

สำหรับวันนี้ อิคิ ∙ 生き ขอลาไปก่อน

แล้วพบกันใหม่ในบทความ…

ออกจากระบบ Cloud แห่งชีวิต

ในตอนที่ 2 กันนะคะ สวัสดีค่ะ 🙇🏻☺️

บันทึกโดย : ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต

ที่มาและแรงบันดาลใจ : หนังสือ “ตื่นรู้…กุญแจสู่ชีวิตสมดุล” – Osho

อ่านบทความตอนที่ 2 กดที่นี่

Responses

Leave a reply to ออกจากระบบ Cloud แห่งชีวิต ตอนที่ 2 – ถึงเวลานั่ง Time Machine กลับสู่อดีต – ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบ Cancel reply