ออกจากระบบ Cloud แห่งชีวิต ตอนที่ 2 – ถึงเวลานั่ง Time Machine กลับสู่อดีต

ในตอนที่ 1 อิคิ ∙ 生き ได้กล่าวถึง…

คำจำกัดความของจิตและเหตุผลที่จิต

เปรียบเสมือนระบบ Cloud แห่งชีวิต

ของเรากันไปแล้วนะคะ

สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน

บทความตอนที่ 1 อิคิ ∙ 生き

ขอเชิญชวนให้อ่านบทความตอนที่ 1

ก่อนที่จะอ่านบทความนี้ค่ะ

อ่านบทความตอนที่ 1 กดที่นี่

สำหรับท่านใดที่ได้อ่านบทความตอนที่ 1 แล้ว

ก็จะทราบว่า…อดีตที่เราสั่งสมมาช้านาน คือ

เจ้านายตัวจริงที่ขับเคลื่อนชีวิตของเรา

อดีตที่ฝังแน่นในจิตของเราคือผู้สั่งการให้เรา

คิด พูด ทำบางสิ่ง ซ้ำ ๆ เดิม ๆ

ถ้าสิ่งที่เราสั่งสมมาเป็นสิ่งดี

ก็จะทำให้เราคิดพูดทำในสิ่งดี

แต่ทุกท่านสังเกตไหมคะ

เราทุกคนมีข้อเสีย มีนิสัยที่ต้องแก้ไข

ซึ่งติดตัวเรามาช้านาน

โดยที่เราก็ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้

จับต้นชนปลายไม่ถูก

แต่การหาที่มาที่ไปไม่ได้

ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีที่มาที่ไปนะคะ

นิสัยเหล่านี้…มีจุดเริ่มต้นมาจาก

จุดในจุดหนึ่งในอดีตของเราอย่างแน่นอน

ดังนั้นวันนี้ อิคิ ∙ 生き จึงขออาสา

นำพาทุกท่าน นั่ง Time Machine

ย้อนกลับไปยังอดีต เพื่อพิจารณาที่มาที่ไป

อันเป็นต้นตอแห่งนิสัย อารมณ์ ความรู้สึก

ที่ผุดขึ้นมาในใจของเรากันนะคะ

หากท่านไหนพร้อมแล้ว…

เรามากระโดดขึ้น Time Machine

แล้วย้อนกลับไปยังอดีตด้วยกันนะคะ


ถูกกระทบ แต่ไม่สะเทือน

ท่าน Osho กล่าวในหนังสือ

ตื่นรู้…กุญแจสู่ชีวิตสมดุล…ไว้ดังนี้ค่ะ…

เราจะขับเคลื่อนชีวิตของเรา

ได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อ…

เราหยุดโทษคนอื่นและหันมา

เป็นผู้รับผิดชอบทุกอารมณ์

ทุกการกระทำของตัวเอง

อย่างไร้เงื่อนไข โดยศิโรราบ

ถ้าเราสามารถรับผิดชอบทุกอารมณ์

ทุกการกระทำของตัวเองได้

ในที่สุด…เราจะมีอิสระในการใช้ชีวิต

ไม่ว่าใครจะดีไม่ดี ไม่ว่าโลกจะสุขหรือทุกข์

เราก็จะอยู่กับตัวเราได้อย่างไม่สุขไม่ทุกข์

แม้ถูกกระทบ แต่ใจของเราก็จะไม่สะเทือน

เพราะกระทบ จึงเกิดกระทั่ง

เพราะกระทั่ง จึงเกิดการสั่นสะเทือน

เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบกันกลับไปกลับมา

เกิดเป็นกรรมสัมพันธ์กันต่อไป

โดยที่เราและเขา ก็ควบคุมตัวเองกันไม่ได้

แต่ถ้าเรามีความปรารถนาที่จะ

ปลดปล่อยตัวเองออกจาก

ผลพวงแห่งอดีตที่เราสั่งสมมาช้านาน

ท่าน Osho แนะนำว่า…

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึก เหงา เศร้า โกรธ

ก็ขอให้เราหลับตาลง

และกลับไปมองย้อนดูอารมณ์เหล่านั้น

จงปล่อยตัวเองให้มองกระแสธารแห่งอดีต

พาเราย้อนกลับไปยังเหตุการณ์

ต้นกำเนิดที่ทำให้อารมณ์เหล่านั้น

ผุดขึ้นในใจของเรา

เวลาที่เราพาตัวเองย้อนกลับไปมองอดีต

อิคิ ∙ 生き ชอบจิตนาการว่า…

เราคือโนบิตะ ผู้อ่อนแอ

เวลาที่เราโดนซูเนโอะ ไจแอนท์แกล้ง

เราก็มักวิ่งร้องไห้กระจองอแง

กลับบ้านมาฟ้องโดเรมอน…หุ่นยนต์ ผู้มีสติ

ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์วิเศษมากมาย • หลายครั้งที่เวลาที่โนบิตะร้องไห้ไปซบอกโดเรมอน

โดเรมอนจะพาโนบิตะขึ้น Time Machine

ย้อนเวลากลับไปมองและพิจารณาอดีต

อันเป็นต้นตอแห่งความทุกข์ทั้งปวง

ที่เกิดขึ้นในใจของโนบิตะในปัจจุบัน

ท่าน Osho เน้นย้ำว่า…

ในเวลาที่เรานำพาตัวเองกลับไปย้อนมองอดีต

ขอให้เราเพียงแค่มองในฐานะผู้ดูเท่านั้น

จงมองดูตัวเองในอดีต โดยไม่ตัดสิน

ไม่ต่อต้าน ไม่แก้ตัว ไม่ชื่นชม

แต่ให้มองอย่างเข้าใจ มองอย่างเมตตา กรุณา

มองด้วยสายตาของผู้ที่มีวุฒิภาวะแล้ว

หากเรามองอดีตของตัวเอง

ด้วยสายตาของคนที่มีวุฒิภาวะ

เราจะเริ่มยอมรับอดีตของเรา

โดยไม่ปฏิเสธ ไม่ต่อต้าน

หากเราทำเช่นนั้นได้ นั่นหมายความว่า…

เราได้ปลดปล่อยอดีตของเราแล้ว

เมื่อเราปลดปล่อยอดีตที่เรารู้สึกไม่ดีออกไปได้

เราก็จะหยุดโยนความรับผิดชอบ

หยุดโยนความผิดให้กับผู้อื่นได้เช่นกัน

เพราะเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง

ผลักไสความผิดออกจากตัวเราอีกต่อไป

ท่าน Osho กล่าวอีกว่า…

ถ้าเราเอาแต่โยนความรับผิดชอบ

โยนความผิดให้ผู้อื่น เราจะก้าวไปนอกตัวเรา

กระบวนการความคิดของเราก็จะผิดพลาด

แทนที่เราจะค้นหาต้นตอของปัญหานั้นจากภายใน

เรากลับไปมองหาจากผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่คำตอบ

ไม่ใช่ทางออก ไม่ใช่สาเหตุที่จะทำให้เรา

หลุดพ้นจากอารมณ์ ความรู้สึกเหล่านั้นได้อย่างยั่งยืน

การโทษคนอื่นแทนที่

จะทำให้เราเข้าใกล้เหตุมากขึ้น

จะกลับกลายเป็นการที่ทำให้เรา

เดินออกห่างจากต้นตอ

ของเหตุแห่งทุกข์ไปทุกที ทุกที


รักษาแผลใจโดยไม่ทิ้งแผลเป็น

เมื่อใดก็ตามที่เราสัมผัสได้ถึง

อารมณ์ ความรู้สึกไม่ดี ที่ผุดขึ้นกลางใจ

ขอให้เราหลับตา มองย้อนกลับมาภายใน

โดยไม่สะกดกั้นอารมณ์ ความรู้สึกนั้น

จงปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นปะทุ

และดำเนินต่อไปในใจเรา

เพื่อให้ตัวเราที่กำลังนั่งอยู่บน Time Machine

มองเห็นทุกแง่ทุกมุม ทุกเหตุการณ์

ว่าอะไรนำเรามาสู่จุดนี้

จงตระหนักเสมอว่า…อารมณ์เหล่านี้

จะต้องมาจากที่ไหนสักแห่งในอดีต

ไม่มีทางมาจากอนาคต และไม่ใช่เรื่องของปัจจุบัน

จงคำนึงไว้เสมอว่า…หากเราไม่มีอดีต

ไม่มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กัน จะไม่มีอะไร

ทำให้เราโกรธและรู้สึกไม่ดีในตอนนี้ได้

ยิ่งไปกว่านั้น บาดแผลแห่งอดีตของเรา

มักมีหลายบาดแผล เล็ก ใหญ่ผสมปนเปกันไป

แต่ก็ขอให้เราลงให้ลึก ค่อย ๆ ค้นหาไปทีละแผล

ยอมรับ เข้าใจ ไปทีละเหตุการณ์

ด้วยความตระหนักรู้ ด้วยความเข้าใจ

ด้วยสายของผู้มีวุฒิภาวะ

หากเราทำได้ บาดแผลเหล่านั้น

จะถูกรักษาไปทีละแผล…ทีละแผล

บาดแผลเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมา

เพราะในตอนที่เหตุการณ์เกิด

เราไม่ตั้งตัวและไม่มีวุฒิภาวะมากพอ

เมื่อเหตุการณ์เกิด เราจึงซึมซับความรู้สึก

เจ็บปวดเหล่านั้นเข้าสู่กลางใจอย่างฝังแน่น

การโกรธ การเสียใจ การโมโห

ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

มันจะซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเรา

การมองเห็นอารมณ์เหล่านั้น

ด้วยความรู้ตัว ด้วยความเข้าใจ

จะทำให้รอยแผลเป็นที่ฝังร่องลึก

ในหัวใจของเราค่อย ๆ เลือนหายไป

ดังนั้นการที่เราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์

ที่สร้างแผลเป็นในหัวใจด้วยสายตา

ของผู้ที่มีวุฒิภาวะ มองด้วยความเข้าใจ

มองด้วยความรู้ตัว จะทำให้เรา…

สามารถยอมรับและปลดปล่อยตัวเอง

ออกจากเหตุการณ์ในอดีตเหล่านั้น

และนี่คือวิธีเดียวที่จะรักษาแผลเป็นในใจ

ในแบบที่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ใน

หัวใจของเราอีกต่อไปนั่นเอง


โนบิตะคนใหม่

เมื่อเรากลับไปพิจารณาอดีต

สิ่งที่เราจะต้องระลึกไว้เสมอก็คือ….

แม้เราจะชื่อโนบิตะเช่นเดิม

แต่โนบิตะวันนี้กับโนบิตะวันนั้น

เป็นคนละคนแล้ว เพราะ…

โนบิตะวันนี้โตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น

อ่อนโยนและมีเมตตามากขึ้น

สำหรับ อิคิ ∙ 生き สิ่งที่มักทำ

ในเวลาที่มีเรื่องบางเรื่องติดอยู่ในหัวใจ

เช่น บางเหตุการณ์ในอดีตที่เรารู้สึกว่า

เราทำพลาดไปหรือทำได้ไม่ดีพอ

ในเวลาที่มีความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นผุดขึ้น

อิคิ ∙ 生き จะนั่ง Time Machine

กลับไปมองเหตุการณ์นั้น

ในสายตาของตัวเองที่มีสติมากขึ้น

และจะจินตนาการดูว่า…

เราจะให้คำแนะนำ อิคิ ∙ 生き

คนที่อยู่ในอดีตอย่างไร…ถ้าเหตุการณ์เดิม

เกิดซ้ำในอนาคต เราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร

อิคิ ∙ 生き ยอมรับว่า…บางครั้ง

ตัวเองก็ติดอยู่กับเหตุการณ์เดิม ๆ อยู่หลายวัน

แต่เมื่อใดที่เราหาทางออกที่พึงพอใจ

ให้กับเหตุการณ์นั้นได้แล้ว อิคิ ∙ 生き ก็จะ

สามารถวางความรู้สึกผิดในใจนั้นลงได้

เพราะ…เราได้เรียนรู้เหตุการณ์นั้นแล้ว

และเชื่อว่าในอนาคตหากเกิดเหตุซ้ำเดิมขึ้นอีก

เราจะทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิด

ความเจ็บปวดขึ้นกลางใจ

ก็ขอให้เราจิตนาการว่า…

เราได้กระโดดขึ้น Time Machine

ย้อนกลับไปดูและพิจารณาเหตุการณ์เหล่านั้น

ในฐานะที่เราโตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว

เราเพียงแค่มองดูเหตุการณ์เหล่านั้น

ด้วยสายตาของ คุณลุง คุณป้าใจดี

ที่กำลังมองเด็ก ๆ อยู่

จงปาดน้ำตา สูดหายใจฮึบ

และบอกตัวเองว่า…

ตัวเราในวันนี้โตขึ้นแล้ว

และเป็นคนละคนกับตัวเราในวันนั้นแล้ว

วันนี้เราเข้าใจแล้วว่า…

ทำไมเราจึงรู้สึกเช่นนั้นในอดีต

ทำไมในวันนั้นเราจึงรู้สึกเจ็บปวดหัวใจขนาดนั้น

แต่วันนี้เราโตแล้ว เราเข้าใจแล้ว


ถึงเวลานั่ง Time Machine สู่อนาคต

เมื่อเราเข้าใจอดีตแล้ว

ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจเช่นกัน

นั่นก็คือ อนาคต นั่นเองค่ะ

อนาคตคืออะไร❓

แท้จริงแล้ว…อนาคตก็คืออดีต

และอดีตก็คืออนาคต

อดีตคือสิ่งที่จบไปแล้ว

แต่ถ้าหัวใจของเรายังมีตะกอนแห่งอดีตอยู่

อดีตเหล่านั้นจะมีอนุภาพ

สามารถจินตนาการถึงอนาคตได้

ดังนั้น…ชีวิตเราครึ่งหนึ่งจึงถูกขับเคลื่อนด้วยอดีต

ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือจิตนาการของอดีต

ที่ถูกปรับปรุง แต่งเติมเรื่องราวอีกเพียงเล็กน้อย

ซึ่งเราจะเรียกอดีตที่ถูกปรับปรุงว่า…

อนาคต…นั่นเองค่ะ

ถ้าเรามีรากฐานแห่งอดีตที่ดี

อดีตก็จะจินตนาการอนาคตในแง่มุมที่ดี

ในทางกลับกัน…หากเรามีความรู้สึก

เลวร้ายกับอดีต อดีตเหล่านั้นก็จะจินตนาการ

เรื่องไม่ดีในอนาคตเช่นกัน

ดังนั้นชีวิตของเรา…จึงไม่เคยมีช่องว่างให้เรา

ได้อยู่กับปัจจุบันที่แท้จริงเลย

ตัวเราและปัจจุบันจึงได้แต่อยู่นอกสนาม

เพราะอดีตและอนาคตเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น

จึงไม่เหลือพื้นที่ให้กับปัจจุบันสักตารางเซนติเมตร

ดังนั้นการปลดปล่อยอดีตจึงเป็นการทำให้เรา

ได้มีพื้นที่แห่งปัจจุบันขณะนั่นเอง

ถ้าเราไม่จบกับอดีต

ข้อมูลจากอดีตในระบบ cloud

ก็จะใช้ชีวิตผ่านปัจจุบันของเรา

อดีตจะขับเคลื่อนชีวิตเราโดยที่เราไม่รู้ตัว

แล้วตัวเราที่แท้จริงก็จะเป็นได้เพียงแค่

ร่างทรงของอดีตเท่านั้น

และนี่คือเหตุผลที่เราควรต้องย้อนกลับไป

พิจารณาและปลดปล่อยอดีตของตัวเอง

อย่างสม่ำเสมอ เพราะการทำเช่นนี้

ไม่ได้เป็นแค่เพียงการลบข้อมูลไม่ดี

ออกจากระบบ cloud ของเราเท่านั้น

แต่ยังเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับ

ปัจจุบันของเราอีกด้วยค่ะ


เมื่อวานอดีตลงได้ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดถึงอนาคต

การย้อนกลับไปเยียวยาอดีต

จะไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเรายังปล่อยให้

เงาแห่งอดีตมาปกคลุมปัจจุบันอยู่ร่ำไป

เงาแห่งอดีตจะทำให้เราไม่ได้สัมผัส

ปัจจุบันที่สดใหม่เสียทีและปัจจุบัน

ก็จะกลายเป็นเพียงเธ้าถุลีแห่งอดีต

ที่เราต้องกลับไปตามล้าง ตามลบ

ตามไปเข้าใจ ไม่จบไม่สิ้น

แท้จริงแล้วธรรมชาติของปัจจุบัน

จะสดใหม่ด้วยตัวของมันเอง

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัจจุบันของเราถูกเจือปน

ด้วยการหวนคิดอดีต และ

กังวลไปกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

เมื่อนั้นจากปัจจุบันที่สดใหม่จะเหี่ยวเฉา

โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป

และการที่จะได้สัมผัสปัจจุบันที่สดใหม่

เราต้องดำเนินชีวิตด้วยความตระหนักรู้

ไปทีละขณะ เราต้องตระหนักรู้…ที่จะไม่หวน

คิดถึงอดีตและไม่กังวลกับอนาคตนั่นเอง

ดังนั้น…ทุกครั้งที่เรารู้สึกเจ็บปวดหัวใจ

โมโห ซึมเศร้า ไม่มีพลัง หมดกำลังใจ

ขอให้เราจินตการว่า…เราคือโนบิตะ

ที่กำลังร้องไห้กระจองอแง

จากนั้นก็จินตนาการว่า…โดเรมอน

สติของเราได้ผุดขึ้นและเชิญชวน

ให้เรานั่ง Time Machine

กลับไปพิจารณาอดีตที่เป็นต้นตอ

แห่งความเจ็บช้ำด้วยสายตาของผู้มี

พุทธิปัญญาไปพร้อม ๆ กัน

และทุกครั้งที่โนบิตะสูดหายใจลึก

ปาดน้ำทิ้ง ปลดปล่อยอดีตเหล่านั้นได้แล้ว

โดเรมอนก็มักจะพาโนบิตะ

ขึ้น Time Machine ไปดูอนาคตที่ดีขึ้นเสมอ

แต่ในความเป็นจริง เมื่อเราวางอดีตลงได้แล้ว

เราก็ไม่จำเป็นต้องคิดถึงอนาคตเสมอไป

เพราะการลบอดีตที่เจ็บซ้ำนั้นหมายความว่า

เราได้ลบล้างอนาคตที่จะทำให้เราซ้ำชอกเช่นกัน

ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราลบรอยบาดแผลแห่งอดีต

ออกจากใจของเราได้ เราก็แน่ใจได้เช่นกันว่า…

แม้เหตุการณ์รอบนอกอาจเกิดขึ้นซ้ำเดิม

แต่หัวใจของเราก็จะไม่ซึมซับความเจ็บปวด

เหล่านั้นเข้าสู่กลางใจอีกต่อไป

เมื่อลบบาดแผลเป็นจากอดีตได้

ที่เหลือที่เราควรทำก็คือ กลับมาใช้ชีวิต

ในปัจจุบันอย่างรู้เนื้อรู้ตัว

จงบอกโดเรมอนว่า…โดเรมอนตอนนี้

ฉันเข้าใจแล้วหล่ะว่า…ทำไมวันนั้น

ฉันจึงรู้สึกเจ็บปวดขนาดนั้น และวันนี้

ฉันก็ได้ปลดปล่อยความเจ็บซ้ำนั้นออกจากใจแล้ว

ถึงเวลานี้…นายไม่จำเป็นต้องพาฉันไปดูอนาคตหรอก

เพราะฉันรู้แล้วว่า…ฉันต้องทำแต่ละปัจจุบันให้ดี

ละเมียดกับแต่ละสิ่งที่จะสั่งสมเข้ามาในจิตใจ

เพราะปัจจุบันที่ดี จะกลายเป็นอดีตที่ดี

ซึ่งอดีตที่ดี ก็จะฉายแสงไปยังอนาคตที่สดใสให้กับฉัน

ดังนั้นในตอนต่อไป…เราจะมาเป็นโนบิตะ

ที่ใช้ชีวิตด้วยความตระหนักรู้

ในแต่ละก้าวเดินแห่งชีวิตกันนะคะ

สำหรับตอนนี้ อิคิ ∙ 生き คงต้องขอลาไปก่อน

แล้วพบกันใหม่กับบทความตอนที่ 3

กับเนื้อหาที่จะนำพาทุกท่านนั่ง Time Machine

ย้อนกลับมายังปัจจุบันและใช้ชีวิตในแต่ละก้าว

อย่างรู้เนื้อรู้ตัวกันนะคะ

สวัสดีค่ะ 🙇🏻☺️

ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต

ที่มาและแรงบันดาลใจ :

หนังสือ “ตื่นรู้…กุญแจสู่ชีวิตสมดุล” – Osho

อ่านบทความตอนที่ 3 กดที่นี่

Leave a comment