Take It at Your Own Risk ตอนที่ 2


Take It at Your Own Risk
เสพสื่อ…อย่าง…มีสติ

ตอนที่ 2 :
สติ วิจารณญาณ และ
ท่าทีต่อชีวิตที่เหมาะสม คือ
ภูมิคุ้มกันที่ดีในการเสพสื่อ


ในตอนที่แล้ว อิคิ ∙ 生き ได้กล่าวถึง…
5 กฎเกณฑ์ในการใช้โซเซียลมีเดีย
กันไปแล้วนะคะ

ดังนั้นในตอนนี้…อิคิ ∙ 生き
จะขออนุญาตขยายความในประเด็น
ของ การใช้สติและวิจารณญาณ
ในการรับรู้ข่าวสาร เพื่อที่เราทุกคน
จะได้มีภูมิคุ้มกันและรอดพ้นปลอดภัย
จากสื่อและโฆษณาชวนเชื่อรอบตัวเรากันนะคะ

สำหรับท่านใดที่
สนใจอ่านบทความตอนที่ 1
สามารถอ่านได้ที่…
https://ikialive.com/2024/11/07/take-it-at-your-own-risk/

แต่ถ้าท่านใดพร้อมสำหรับ
บทความตอนที่ 2 แล้ว
เรามาเริ่มกันเลยนะคะ


ปัจจุบันผู้คนสูญเสียเงิน
สูญเสียอนาคต สูญเสียชีวิตไปมาก
เพราะโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ
ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

จริง ๆ แล้วความเสียหายที่เกิดจาก
โฆษณาชวนเชื่อนั้น เป็นสิ่งที่
เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย
เพียงแต่ในยุคปัจจุบันสื่อต่าง ๆ
เข้าถึงเราง่ายขึ้นมากเท่านั้นค่ะ

นอกจากเข้าถึงง่ายแล้ว
กลยุทธ์ดึดดูงผู้คนให้สนใจ
ในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ก็แพรวพราว
ในกรณีปัจจุบันมีแม้กระทั่ง
การนำความรู้เป็นตัวดึงดูด เช่น
การเสนอคอร์สเรียน
การทำการตลาดออนไลน์
ด้วยราคาถูกแสนถูกไม่ถึงร้อย
แต่เมื่อไปเรียนแล้วกลับแอบแฝง
ไปด้วยการขายสินค้า 
และการชวนสมัครสมาชิก


ท่ามกลางสื่อต่าง ๆ ที่ถาโถม
เข้ามาในปัจจุบัน เราจึงต้องมี
สติและวิจารณญาณให้มากค่ะ

อิคิ ∙ 生き สังเกตว่า…
สาเหตุที่ทำให้ผู้คนเดินเข้าสู่
วงจรแห่งการสูญเสีย มักมาจาก…
การหลงเชื่อข้อความจูงใจต่าง ๆ
ที่สื่อสารได้อย่างแนบเนียนมาก ๆ ว่า…
สินค้าและบริการเหล่านั้นสามารถ
สร้างผลตอบแทนได้มาก ได้เร็ว ได้ง่าย

ยิ่งถ้าองค์กรและผลิตภัณฑ์นั้น
ใช้คนที่มีชื่อเสียง น่าเชื่อถือ
สื่อสารเรื่องราวดี ว่าองค์กร
ทำเพื่อสังคม ทำกุศลอย่างสม่ำเสมอ
เรื่องราวเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้องค์กร
และ ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือสูง 
จนทำให้ผู้คนหลงเชื่อได้ง่าย

แต่ถ้าเราพิจารณาให้ดี
และมองให้ลึกเกินกว่าเนื้อหา
เราอาจจะได้รับคำบอกใบ้
ที่ดูไม่สมเหตุผลมากมาย เช่น…
ธุรกิจเพื่อผู้คน แต่ทำไมมักใช้
แก้ว แหวน เงิน ทอง เสื้อผ้าหรูหรา
รถยนต์คันงาม ที่ใช้เวลาไม่นาน
ในการครอบครองมาแสดงมากมาย

อิคิ ∙ 生き สังเกตว่า…
ธุรกิจเพื่อประโยชน์ผู้คน
จะไม่รวยเร็ว จะไม่อู้ฟู่ ต้องใช้เวลาสั่งสม
ไม่อวดทรัพย์สิน แม้ในที่สุดจะมั่งคั่ง 
แต่ความมั่งคั่งนั้นจะไม่ได้กระจุก
อยู่ที่คน ๆ เดียวหรือกลุ่มเดียว
เมื่อได้กำไร กำไรนั้นจะถูก
จัดสรรปันส่วนไปสู่ผู้คน ไปสู่สังคม

การทำเงินให้ได้เร็ว ๆ โดยไม่ต้องสนใจ
ถึงประโยชน์ผู้คนทำได้ง่ายมากค่ะ
แต่ธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อผู้คนหมู่มาก
แม้แนวคิดจะดีเพียงใด แม้ดูเหมือน
จะมีผู้คนได้ประโยชน์มากมาย
แต่ทำได้ไม่ง่ายเลยนะคะ

เพราะแนวทางการทำประโยชน์
เพื่อกระจายความยั่งยืนให้กับผู้คน
ไม่ใช่แนวคิดที่จะดึงดูด ทรัพย์มาก ๆ
เข้ามาได้เร็ว ได้ง่าย การทำสิ่งนี้
จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความอดทน
และมีสติปัญญาสูง

ยกตัวอย่างเช่น…
ธุรกิจส่งอาหาร โดยปกติธุรกิจส่งอาหาร
เจ้าของ Platform จะมีรายได้เพิ่ม
จากการเรียกเก็บส่วนแบ่งกำไร
ที่เราเรียกว่าค่า GP จากร้านอาหาร

ด้วยโครงสร้างธุรกิจเช่นนี้…
จึงส่งผลให้ค่าอาหารที่ถูกสั่งผ่าน
ผู้ให้บริการส่งอาหารจะมีราคาสูงกว่า
ที่ขายหน้าร้านประมาณ​ 20% – 30%

ดังนั้น Robinhood ธุรกิจส่งอาหาร
ในเครือของธนาคาร SCB
ที่ถูกก่อตั้งเพื่อประโยชน์ของร้านค้า 
และผู้ใช้บริการ จึงไม่เก็บส่วนแบ่งกำไร
หรือ ค่า GP เพิ่มจากร้านอาหาร

การที่ Robinhood ไม่เก็บค่า GP
ทำให้ร้านอาหารต่าง ๆ
สามารถจำหน่ายอาหารให้กับผู้บริโภค
ในราคาเดียวกับการมาซื้อที่หน้าร้านได้


แต่การที่ Robinhood ไม่ได้เก็บค่า GP
กลับกลายเป็นสาเหตุทำให้ธุรกิจ
ไม่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างเพียงพอ
ท้ายที่สุด Robinhood เกือบจะต้องปิดตัวลง
หากไม่มีกลุ่มบริษัท ยิบอินซอย มาซื้อกิจการ

กรณีของ Robinhood
ที่ อิคิ ∙ 生き กล่าวถึงข้างต้น
เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง…ขององค์กร
ที่ล้มลุกคลุกคลาน อยู่บนเส้นทาง
แห่งการทำธุรกิจเพื่อสังคม
ที่แสดงให้เห็นว่า…การได้มาซึ่ง
ความมั่งคั่งของธุรกิจที่ทำเพื่อผู้คนนั้น
ทำได้ไม่ง่าย และไม่เร็วเลยค่ะ

ขนาด Robinhood เป็นองค์กรที่อยู่
ภายใต้ปีกขององค์กรใหญ่
ที่มีทรัพยากรมากมายยังทำได้ไม่ง่าย
ดังนั้นถ้าเป็นองค์กรเล็ก อิคิ ∙ 生き เชื่อว่า…
หนทางที่จะทำธุรกิจเพื่อสังคม ย่อมท้าทายกว่า
Robinhood อย่างแน่นอนค่ะ


ดังนั้นคำถามสำคัญคือ…
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า…
ธุรกิจที่พยายามสื่อสารตัวเอง
ว่าเป็นองค์กรน้ำดี ที่ทำบุญกุศลเสมอ
จะไม่ใช่องค์กรที่นำพาผู้คน
ไปสู่ความเดือดร้อน

อิคิ ∙ 生き คิดว่าประเด็นแรก
ที่เราทุกคนต้องเข้าใจก่อนก็คือ…
ทำดีไม่ได้หมายความว่า…
จะต้องหยุดชั่วเสมอไปนะคะ

เพื่อน ๆ ทราบไหมคะว่า…
พญามารไม่ได้อยู่ในนรก
แต่อยู่บนสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดค่ะ

พญามารก็บำเพ็ญบารมี
มาอย่างเอกอุเช่นเดียวกัน
แต่ทรงเกิดความอิจฉาริษยา
จึงกระทำการขัดขวาง
การบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า

มนุษย์เราก็เช่นกันนะคะ…
การที่มนุษย์มีหลายมิติ
จึงส่งผลให้คน ๆ นึง…สามารถ
ทำดีและทำไม่ดีได้ในเวลาเดียวกัน
ดังคำสอนของคุณยายจ๋า
แม่ชี ศันสนีย์ ที่กล่าวไว้ดังนี้…

⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯
“คนที่ไม่รู้จักพอจะเอาเงินมาตอบสนอง
ความสะดวกสบายของเขา แต่ถ้า…
คนมีปัญญา เขาจะบริหารเงินนี้
ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์
และความสุขของคนอื่น
ส่งเสริมให้เกิดสัปปายะในการพ้นทุกข์
แสดงว่าเขามีทั้งเงิน มีทั้งอริยทรัพย์

ถ้าเราต้องเปลี่ยนคนที่มีเงิน
จากการทำลายสติปัญญา
ให้หยุดการทำลายสติปัญญา
เราต้องหยุดชั่วก่อน

คนที่มีความหวังในการดำรงอยู่ต่อไป
ต้องมีพลังมากพอ ที่จะเปลี่ยนแปลง
ความคิดผิดให้มาสู่การคิดถูกก่อน
แล้วถึงเอาคนที่คิดถูกออกไปรับใช้สังคม

คนรวยนั้นแตกต่างจากเศรษฐี
คนรวยคือคนที่มีเงินมาก
แต่เศรษฐีคือผู้ให้

คนทำความดีโดยไม่หยุดชั่ว
มีเยอะแยะ ความดีถึงไม่ยั่งยืน

ความดีที่จะยั่งยืนต้องหยุดชั่ว”
⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯

จากคำสอนของคุณยายข้างต้น
ทำให้ อิคิ ∙ 生き นึกถึง
คุณ Clayton M. Christensen
ผู้เขียนหนังสือ…
How Will You Measure Your Life❓
ที่ได้ตั้งคำถามต่อชีวิตไว้ดังนี้ค่ะ…

ทำไมคนประสบความสำเร็จ
จึงลงท้ายที่คุกและตาราง❓
และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า…
เราจะไม่จบชีวิตอย่างเดียวดายในคุก❓

เขากล่าวว่า…สิ่งนี้ไม่ใช่คำพูดสนุก ๆ
พวกเราเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อย
ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก
แต่กลับลงท้ายด้วยการใช้ชีวิตในซังเต

บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นคนดี
แต่มีบางสิ่งบางอย่างในชีวิต
ที่ผลักดันให้พวกเขาเดินทางผิดทิศ

คุณ Christensen ได้นำเสนอว่า…
เราจะใช้ชีวิตอย่างงามสง่า
และห่างไกลอาญาแผ่นดิน
ได้ด้วยการมองเป้าหมายชีวิต
ให้เกินกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
ซึ่งก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ
ที่ดูหอมหวานตรงหน้านั่นเองค่ะ

อิคิ ∙ 生き คิดว่า…แนวความคิดของ
คุณ Christensen ข้างต้น
มีความพ้องกันกับสิ่งที่คุณยายจ๋า
ในสอนไว้ดังนี้ค่ะ…

⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯
“ถ้าเป้าหมายชีวิตของเราคือ…
เกิดมาเพื่อความสะดวกสบาย
เราก็ไปหาเงิน

แต่ถ้าคำตอบของเราคือการ
ดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง
อย่างไม่เบียดเบียน แล้วเรา
มีเป้าหมายคืออิสรภาพ
เราจะมองเรื่องเศรษฐกิจ
อย่างไม่สลักสำคัญอะไร

ต่อให้เราไม่มีเงิน
เศรษฐกิจของเราไม่ดี
แต่ถ้าเรามีความสุข
มีการบริหารจัดการที่ดี ลงตัว
เวลาทั้งหมดที่มีไม่ได้ทุ่มเท
ไปกับเรื่องการหาเงิน
มันเหลือเฟืออยู่แล้ว

มันอยู่ที่เป้าหมายในการเกิดมา
ของเราต่างหาก…ว่าคืออะไร❓

บุคคลใดที่เงินไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด
บุคคลเหล่านั้นจะมีชีวิตอย่างงดงาม
ดำรงอยู่อย่างพอมีพอกิน 
แล้วก็มีศักดิ์ศรีของการมีอิสรภาพ
ที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองเห็นว่า
มันถูกต้อง เพราะฉะนั้น…
อะไรที่ผิดศีลธรรม ที่ทำลาย
สติปัญญาของผู้คน เขาจะไม่ทำ”
⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯

จากคำกล่าว…ของคุณยายข้างต้น
ทำให้ อิคิ ∙ 生き ตกตะกอนได้ว่า…
บุคคลใดที่มีเป้าหมายชีวิต
เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์ 
เขาจะเป็นคนที่ไม่ประมาทและละเมียด
กับทุกรายละเอียดของชีวิตค่ะ

อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสิ่งล่อแหลม
สุ่มเสี่ยงต่อการความเข้าใจผิด
มีโอกาสสร้างความเสียหาย
ให้กับผู้คนที่มีส่วนร่วม…เขาจะไม่ทำ 

เขาจะละเมียดมากพอที่จะพิจารณา
การทำสิ่งต่าง ๆ ของเขา ทั้งในเบื้องต้น
เบื้องกลางและบั้นปลาย ว่าสิ่งเหล่านั้น
อยู่บนเส้นทางแห่งความดีงามหรือไม่ 

พวกเขาจะมีจิตที่ละเอียดมากพอ
ที่จะพยากรณ์ได้ว่า…สิ่งสวยงาม
หอมหวานตรงหน้า จะนำพาไปสู่
การเกิดทุกข์ในบั้นปลายหรือไม่

หากหนทางหอมหวานในตอนต้นนั้น
จะนำพาเขาไปพบกับทุกข์ที่บั้นปลาย
บุคคลเหล่านั้นจะไม่ทำ และ
จะหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน

เช่น…เทคนิคการขาย กลยุทธ์
กลวิธีขายสินค้าใด แม้จะดึงดูด
ผู้คนให้เข้ามาสนใจสินค้าได้มากเพียงใด
แต่ถ้าหากสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างปัญหา
ต่อความเสียหายในภายหลัง
พวกเขาก็จะไม่นำพาตัวเอง
ไปเดินบนหนทางเหล่านั้น

พวกเขาจะละเมียดไปจนกระทั่ง
สิ่งใด ๆ ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทำ
ก็จะต้องตั้งอยู่บนเส้นทางที่ดี

ดังนั้นหากเกิดความเสียหายขึ้น
แล้วเจ้าตัวกล่าวว่า…ไม่รู้ ไม่เห็น
หรือเห็นแล้วก็ยังปล่อยให้ทำ
คิดว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำกันได้
ใคร ๆ ก็ทำกัน…สิ่งนี้บ่งชี้ถึง
ความไม่ละเมียด บ่งชี้ถึงความประมาท 
การไม่ลงรายละเอียด
ในการป้องกันองค์กรไม่ให้
เดินไปสู่หนทางแห่งทุกข์


อิคิ ∙ 生き เชื่อว่า…
คนที่มีเป้าหมายชัดเจนที่จะพ้นทุกข์
จะไม่ประมาทและจะเลือกวิธีที่อื่น
ที่ดีกว่าหนทางที่สุ่มเสี่ยงเหล่านั้นค่ะ

พวกเขาจะเลือกหนทาง
ที่แม้ดูลำบากในตอนต้น 
แต่จะไม่สร้างทุกข์ในบั้นปลาย
อย่างแน่นอน

บางคนอาจไม่ได้มีจิตคิดทำผิด
แต่ถ้าเป้าหมายของการพ้นทุกข์ไม่ชัดเจน
ก็จะทำให้จิตใจของเขาไม่ละเมียดพอ 
ที่จะไม่นำตัวเองเข้าสู่หนทางแห่งทุกข์

แม้กระทั่งตัวเราก็เช่นกันนะคะ…
คำสอนสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
คือ “เธอจงยังชีวิตอยู่…ด้วยความ
ไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

เราทุกคนก็ไม่ควรย่ามใจตัวเราเองนะคะ
อย่าประมาทในชีวิตประคองสติอยู่เสมอ
ระลึกไว้ว่า…ที่เรายังไม่ลุ่มหลงในวันนี้
อาจเป็นเพราะเรายังไม่มีก็ได้
ที่วันนี้เรายังไม่ชั่ว ไม่ได้หมายความว่า
เราจะไม่ชั่ว…แต่อาจเป็นเพราะ
เรายังไม่มีก็ได้นะคะ

อิคิ ∙ 生き เชื่อว่า…
คนประสบความสำเร็จที่ชีวิตลงท้ายอยู่ในคุก
ไม่มีใครตั้งใจวางแผนที่จะทำสิ่งไม่ดีตั้งแต่ต้น
พวกเขาเพียงแค่พ่ายแพ้ในวันที่
สิ่งหอมหวนเหล่านั้น อยู่ตรงหน้า…ต่างหากค่ะ

หากวันใดวันหนึ่ง
เรามีโอกาส ได้เผชิญหน้า กับลาภ ยศ สรรเสริญ
ก็ให้เรามีเป้าหมายในการพ้นทุกข์ให้ชัดตั้งแต่วันนี้
เพราะในวันนั้นเป้าหมายในการพ้นทุกข์ที่ชัด
จะเป็นภูมิคุ้มกันให้เราได้พ้นภัยได้นะคะ

ดังนั้นหากเรา…จะพิจารณาบุคคลใด องค์กรใด
ที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย
เราก็ควรจะพิจารณาไปให้ถึงเป้าหมาย
และท่าทีที่พวกเขามีต่อชีวิต…
ว่าพวกเขามีชีวิตเพื่ออะไร
เพื่อครอบครองหรือเพื่อพ้นทุกข์


จากทั้งหมดที่กล่าวมา…
อิคิ ∙ 生き คิดว่าเราสามารถนำ
แนวคิดข้างต้นมาพิจารณา ผู้คน องค์กร
สินค้าและบริการที่เราจะผูกสัมพันธ์
หรือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้นะคะ

องค์กรและคนที่ทำการงาน
เพื่อประโยชน์ผู้คนจำเป็นที่จะต้อง
เป็นคนพอเพียงค่ะ

ซึ่งคนพอเพียง ไม่จำเป็นที่จะต้อง
เป็นคนที่หาทรัพย์ได้น้อยนะคะ
คนพอเพียงที่หาทรัพย์ได้มาก
แท้จริงแล้วมีอยู่มากมายค่ะ…

เพียงแต่เราจะไม่ค่อยได้พบเจอ
พวกเขาทางหน้าสื่อมากนัก
เพราะคนที่มีคุณสมบัติพอเพียงนั้น
มักเป็นคนเก็บตัว ไม่ได้โหยหา
ลาภ เกียรติยศ ชื่อเสียง

ในทางกลับกัน…พวกเขากลับ
มีความสุขจากการสละละวาง
ไม่ใช่สุขจากการครอบครอง
พวกเขาจะมีความสุขจากให้
มากกว่ากอบโกยความมั่งคั่ง
มาอยู่ที่ตนแต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้นถ้าเรามีความเชื่อว่า…
ธุรกิจที่ดีจะต้องสมเหตุผล
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลตอบแทน
ที่ได้รับต้องไม่เกินจริง
กลยุทธ์การสื่อสารก็ต้องไม่เน้น
การได้มาของความมั่งมี
ที่รวดเร็วเกินไป

และเจ้าของก็ต้องเป็นคนพอเพียง
ทุกสิ่งที่เขาทำ ทุกคำที่เขาพูด
ต้องดูสอดคล้องกันอย่างเป็น
ธรรมชาติไม่ขัดแย้งกัน

ไม่ใช่เห็นเจ้าของ เห็นองค์กรที่บอกว่า
ทำเพื่อผู้คน ทำเพื่อสังคม ทำบุญ
ทำกุศลบ่อย แต่ทำไมสื่อต่าง ๆ
กลับฉายภาพความหรูหราให้เห็น
เกลื่อนกลาดมากมาย ทำไม…เขาจึง
ใช้แก้ว แหวน เงินทอง ที่ได้มาไว
มาเป็นกลยุทธ์ในการทำการตลาด

ถ้าเราพบเห็นความไม่สอดคล้องเหล่านี้
เราก็ควรสงสัยไว้ก่อนเลยค่ะว่า…
สิ่งที่เขาโฆษณามันจะจริงแค่ไหนกัน❓

เวลาที่เราเห็นอะไร
ที่…ดูรวยเร็ว รวยเกิน รวยไป
เราก็เอ๊ะ❗️เอาไว้ก่อน

การเอ๊ะ❗️กับสิ่งที่ไม่สมเหตุผล 
การเอ๊ะ❗️กับสิ่งที่ดูไม่สอดคล้อง
จะทำให้เรามีวิจารณญาณในการเสพสื่อที่ดีนะคะ


นอกจากการพิจารณาความพอเพียงของบุคคล
และองค์กรที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยแล้ว 
ความพอเพียงในตัวเราก็สามารถเป็นภูมิคุ้มกันภัย
จากโฆษณาชวนเชื่อรอบกายได้ดีเช่นกันค่ะ

ในความคิดของ อิคิ ∙ 生き คำว่า… ”พอเพียง“
ไม่ได้หมายความว่า…ต้อง “อัตคัต” นะคะ

“อัตคัต” หมายถึง…
ขัดสน ฝืดเคือง มีอยู่น้อย ขาดแคลน

แต่สำหรับ อิคิ ∙ 生き
คำว่า… ”พอเพียง“
น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับ
คำว่า “มัธยัสถ์“ มากกว่าค่ะ

ซึ่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา
ได้ให้ความหมายของคำว่า…
“มัธยัสถ์“ ไว้ดังนี้…

“มัธยัสถ์“ หมายความว่า ไม่ใช้จ่ายเกินพอดี
แต่ต้องไม่ให้แร้นแค้น ไม่ให้ขาดแคลนจนเกินไป
ใช้จ่ายอย่างเหมาะสมกับฐานะ
เหมาะกับการใช้งาน ไม่ฟุ้งเฟ้อ
ความมัธยัสถ์ ช่วยให้คนดำรงชีวิตอยู่ได้
ในความพอดี ซึ่งเป็นวิถีทางที่ทำให้
ชีวิตเป็นสุขอย่างยั่งยืน

อิคิ ∙ 生き คิดว่า…ประเด็นสำคัญ
ของคำว่า “มัธยัสถ์“ คือ การรู้จักพอค่ะ

การที่เราจะรู้จักพอได้เราก็ต้องรู้ก่อนว่า…
สำหรับเราแค่ไหนคือพอ

อิคิ ∙ 生き กล่าวอยู่เสมอว่า…
การวางแผนการเงินจะช่วยให้เรา
รู้ได้ว่า…แค่ไหนคือพอสำหรับเรา
หากท่านใดสนใจมีที่ปรึกษา
ด้านการวางแผนการเงินสักคนที่จริงใจ
สามารถศึกษาได้ที่…
https://www.avenger-planner.com
ทีมวางแผนการเงินที่ อิคิ ∙ 生き สังกัดได้นะคะ 
พวกเรามีปณิธานที่จะทำให้คนไทยทุกระดับ
สามารถเข้าถึงคำแนะนำทางด้านการเงินที่ดีได้ค่ะ

อิคิ ∙ 生き ขออนุญาตกลับมาที่เรื่อง
ความพอเพียงนะคะ…อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์
เคยเล่าถึงสมัยที่ท่านทำงานเป็นอาจารย์
ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในหนังสือ
“ภาวนาเริ่มต้น ณ กม. 0” ไว้ดังนี้ค่ะ…

⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯
“ทุกปีที่ภาควิชาจะประเมินเพื่อพิจารณา
เลื่อนขั้นเงินเดือนให้ข้าราชการ
ผมจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบทุกปีว่า…
ไม่ต้องเอาผมไปเป็นเกณฑ์
เพื่อพิจารณาเทียบเคียงกับคนอื่น
เพราะผมมีเงินเดือนมากพอแล้ว
ผมไม่มีลูก ไม่มีภาระอะไรเลย

เพื่อน ๆ เราในภาควิชายังมีลูกต้องดูแล
บางคนต้องดูแลพ่อแม่ด้วยซ้ำไป
ขออย่าเอาผมไปทำให้เพื่อน ๆ สูญเสียโอกาสที่จะ
ได้ขึ้นเงินเดือนสองขั้นเลย ผมมีความพอมาก
และผมคิดว่า…เงินเดือนผมมากพอแล้ว

คำพูดนี้ไม่ได้แกล้งพูดให้ดูดี
แต่ผมรู้สึกอยากให้จริง ๆ 
เค้ามีโควต้าให้กับภาควิชาว่า
ภาควิชานี้มีอาจารย์กี่คน
ดังนั้นเปอร์เซ็นต์ที่จะได้สองขั้น
ก็ประมาณคนครึ่ง คนหนึ่งนั้นได้แน่
ส่วนอีกครึ่งอาจต้องเอาไปหารเฉลี่ยรวมกัน”
⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯

สำหรับ อิคิ ∙ 生き…
เรื่องของ อจ.ประมวล ข้างต้น
เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ สำหรับคำว่าพอเพียงค่ะ

คำกล่าวของอาจารย์ประมวลสะท้อนให้เห็นว่า…
นอกจากใจที่เป็นผู้ให้ของอาจารย์แล้ว
อาจารย์ยังทราบดีอีกว่าอาจารย์มีพอและ
อาจารย์พอแล้วจึงไม่มีความต้องการที่จะสะสมเพิ่ม

ความพอเพียงของอาจารย์
ที่จะไม่สะสมทรัพยากรส่วนเกิน
ทำให้ความมั่งคั่งถูกกระจาย
ไปสู่คนที่ต้องการได้…นั่นเองค่ะ

เพื่อน ๆ ลองจินตนาการดูนะคะว่า…
คนที่พอเพียงอย่างอาจารย์ประมวล
จะมีโอกาสที่จะตกไปเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย
จากโฆษณาชวนเชื่อได้หรือไม่❓

อิคิ ∙ 生き คิดว่า…เป็นไปไม่ได้เลยค่ะ
เพราะ…อาจารย์มีความพอเพียง
เป็นภูมิคุ้นกันที่หนาแน่นมาก ๆ

ดังนั้นคำถามสำคัญที่เราควรถามตัวเองก็คือ…
เรารู้ไหมว่า…แค่ไหนคือพอสำหรับเรา❓

ถ้าเรารู้แล้วว่าแค่ไหนคือพอ เรารู้หรือไม่ว่า…
ทำอย่างไร…เราจึงจะเดินบนเส้นทาง
แห่งความดีงามแล้วไปถึงจุดที่พอได้…
เราใช้เวลาในแต่ละวันพัฒนาความรู้ ความสามารถ
มุ่งมั่นตั้งใจทำการงานที่เรารับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน❓

สุดท้ายแต่สำคัญที่สุดก็คือ…
เมื่อเรารู้แล้วว่าแค่ไหนคือพอ
แล้วเรารู้จักพอหรือไม่❓

ถ้าเรามีแก่นของความพอเพียง 
มีสติปัญญา และมีความมุ่งมั่นที่จะ
พัฒนาความรู้ ความสามารถในการ
เดินบนเส้นทางแห่งความดีงามไปสู่จุดที่พอได้
3 สิ่งนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันภัยที่ดีมาก ๆ
ในการป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อ
ของโฆษณาชวนเชื่อที่อยู่รอบกาย

ยกตัวอย่างเช่น…ถ้าเรามองว่ารถยนต์
เป็นเพียงพาหนะที่จะพาเราเดินทาง
จากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่งอย่างปลอดภัย

เราจึงตั้งใจทำงานเพื่อเก็บเงิน
ซื้อรถดี ๆ สักคันที่เราชอบ ที่เราภูมิใจ 
และมองว่ามีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ดี

เมื่อเราได้รถยนต์คันนั้นมาครอบครอง
เราก็ใช้มันอย่างเห็นคุณค่า ใช้มันอย่างมีความหมาย
ใช้มันอย่างภูมิใจเพราะเราได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง

หากเป็นเช่นนี้…สำหรับเรา…รถหนึ่งคัน
มันเพียงพอและเติมเต็มชีวิตของเราแล้ว
เราพอแล้วกับรถยนต์คันปัจจุบันของเรา
จนทำให้ไม่ได้อยากมีรถคันไหน ๆ เพิ่มอีก

ถ้าหากเราเป็นเช่นนี้กับทุก ๆ มิติของชีวิต
เวลาที่เราเห็นสื่อโฆษณา เห็นธุรกิจที่จะพาเรา
ไปสร้างรายได้เงินทองมากมายได้อย่างรวดเร็ว
สื่อเหล่านั้นก็คงไม่มีความหมาย
ในสายตาของเราใช่ไหมคะ❓เพราะเราจะรู้สึกว่า…
เรามีพอแล้ว เราไม่ต้องการเพิ่มแล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าคน ๆ หนึ่ง
มีรถดี ๆ คันหนึ่งแล้วยังไม่พอ
ยังอยากมีอีก ยังอยากได้อีก 
เพื่อน ๆ ลองคิดดูนะคะว่า…
เขาจะต้องมีทรัพย์และต้องใช้เวลา
ในการหาทรัพย์มากแค่ไหน❓

นอกจากต้องใช้เวลาในการหาทรัพย์ที่มากแล้ว
เขาก็ยังสามารถตกเป็นเหยื่อของธุรกิจ
ที่โฆษณาชวนเชื่อได้ง่ายอีกด้วย

ยิ่งถ้าธุรกิจเหล่านั้นสื่อสารว่า…
ไปเป็นส่วนหนึ่งของเขาสิ
แล้วเราจะรวยเร็ว รวยแรง รวยไว
การสื่อสารเช่นนี้…ก็จะยิ่งน่าสนใจ

สิ่งที่ อิคิ ∙ 生き กล่าวมาทั้งหมด
อิคิ ∙ 生き ไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ที่จะสื่อสารว่า…
ผู้เสียหายเป็นคนที่ไม่พอเพียงนะคะ
อิคิ ∙ 生き เพียงแค่อยากสื่อสารว่า…
นอกจากสติและวิจารณญาณแล้ว
ความพอเพียงยังเป็นอีกหนึ่ง
องค์ประกอบสำคัญที่จะคุ้มกันเรา
ให้เรารอดพ้นภยันอันตราย
จากโลก Cyber ได้ค่ะ

การเป็นคนมีความสามารถและมีชีวิตที่พอเพียง
จะทำให้เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง
ครอบครองทรัพย์ในจำนวนที่มากเกินไป
เพราะเรารู้เต็มอกว่า…สิ่งที่เราทำอยู่บนเส้นทาง
แห่งความดีงามในทุกวันนี้จะนำพาจะไปสู่จุดที่พอได้

หากเราเป็นเช่นนี้ แม้ลาภ ยศ สรรเสริญมาอยู่ตรงหน้า
เราก็จะไม่รู้สึกอยากเอื้อมมือไปคว้าเอามากักตุน
เอาไว้ก่อน…ใช่ไหมคะ❓

ยิ่งถ้าเรามีศักยภาพที่หาได้มาก
ด้วยวิธีที่ถูกที่ชอบ เราก็จะสามารถ
กระจายส่วนเกินให้กับคนที่ยังขาดอยู่ได้นะคะ

และในอีกแง่ เราไม่จำเป็นต้องหาได้มากก็ได้ค่ะ
เพราะความต้องการน้อยของเราก็สามารถ
ทำให้เราช่วยผู้คนได้มากขึ้นได้เช่นกัน

อิคิ ∙ 生き มักกล่าวกันคุณโอ๋คู่ชีวิตว่า…
สมมุติว่าแพทย์คนนึง มีปณิธานที่จะ
ช่วยเหลือรักษาผู้คนในโรงพยาบาล
ที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก
เช่น โรงพยาบาลรัฐในต่างจังหวัด

ซึ่งโดยปกติการทำงานในโรงพยาบาลรัฐ
จะมีรายได้น้อยกว่า การทำงาน
ในโรงพยาบาลเอกชนในเมือง

แต่ถ้าแพทย์ท่านนั้นมีความต้องการ
ในชีวิตไม่มาก กินใช้อย่างพอเพียง
จนรายได้จากการทำงานในโรงพยาบาลรัฐ
นั้นเพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถมีชีวิต
ความเป็นอยู่ที่ดีตามอัตภาพที่เขาต้องการได้
การเป็นคนมีความสามารถและมีความพอเพียง
ของแพทย์ท่านนี้ ก็จะทำให้เขาได้ช่วยเหลือผู้คน
ที่ขาดโอกาสการรักษาพยาบาลได้มาก
ตามปณิธานที่เขาตั้งไว้

ในทางกลับกันถ้าแพทย์ท่านนี้เป็นคนที่มีภาระมาก
รายได้จากการทำงานในโรงพยาบาลรัฐไม่เพียงพอ
ต่อการดำรงชีวิตและดูแลครอบครัว
ดังนั้นเขาจึงต้องเลือกทำงานในโรงพยาบาลเอกชน
และวางปณิธานของเขาเอาไว้ข้าง ๆ ก่อน
หรือวางแผนหาวิธีช่วยเหลือผู้คนใหม่
ในแบบที่เหมาะสมกับชีวิตความอยู่ของเขา

สิ่งที่ อิคิ ∙ 生き กล่าวถึงข้างต้น
เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง ที่เราไม่จำเป็น
ต้องหาได้มากล้นแต่ก็สามารถช่วยเหลือผู้คน
และใช้ชีวิตตามปณิธานของเราได้เช่นกัน

ดังนั้นก่อนจากกันวันนี้
อิคิ ∙ 生き ขอย้ำอีกครั้งว่า…
“take it at your own risk”
“เสพสื่อ…อย่าง…มีสติ” และ
“อิสระในการเสพสื่อต้องมาพร้อมกับวุฒิภาวะ
วิจารณญาณและสติสัปชัญญะในการเสพ”

นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว
ความพอเพียงก็เป็นภูมิคุ้มกันสำคัญ
เป็นแสงสว่าง เป็นปัญญาที่จะทำให้
เราได้วางแผนทำตามฝัน ได้ช่วยเหลือผู้คน
และที่สำคัญยังทำให้เรารอดพ้นจาก
ภยันอันตรายของสื่อและโฆษณาชวนเชื่อ
รอบตัวของเราได้ด้วยนะคะ


สุดท้ายนี้ อิคิ ∙ 生き หวังเป็นอย่างยิ่งว่า…
เนื้อหาข้างต้นจะเป็นเกราะป้องกัน
เป็นภูมิคุ้มกันให้กับผู้ที่ได้อ่านนะคะ

ท่ามกลางโลกรอบกายที่เต็มไปด้วย
สื่อโฆษณาชวนเชื่อมากมาย
อิคิ ∙ 生き ขอให้เพื่อน ๆ มีชีวิตที่ “มีพอ”
มีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสติและเพียบพร้อม
ไปด้วยวิจารณญาณในการใช้ชีวิตนะคะ

สวัสดีค่ะ 🙇🏻☺️
ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต


ที่มาและแรงบันดาลใจ :
⇒ หนังสือ : The Book of Truth#1
     บทสนทนาว่าด้วยความรัก 
     ระหว่าง…แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุด
     และ พี่อ้อย มนทิรา จูฑะพุทธิ

⇒ หนังสือ : How Will You 
     Measure Your Life❓
     Clayton M. Christensen

⇒ หนังสือ “STFU” – Dan Lyons     

⇒ หนังสือ…ภาวนาเริ่มต้น ณ กม. 0 
     อจ.ประมวล เพ็งจันทร์
     อิคิ ∙ 生き ต้องขอบคุณช่อง
     “อ่านให้ฟัง by She” ที่อ่านให้ฟังนะคะ    
     https://youtu.be/MH03CvI18To?si=eSVH39a9nHplvamn

⇒ ภาพยนตร์สารคดี “The Social Dilemma”
     https://g.co/kgs/kiXVm7H

⇒ รายการฟังหูไว้หู อจ.วีระ ธีรภัทร
     คุณชุติมา พิธีกรคู่ถามอาจารย์ว่า…
     จะแนะนำให้ผู้คนรอดพ้น
     จากสื่อต่าง ๆ ได้อย่างไร❓
     อาจารย์ตอบว่า…มันยากมาก
     แต่ถ้าพอเพียงก็รอดได้

••••••••••••••••••••••••••••••••••

🅻🅸🅵🅴
🅲🄾🆄🅽🆃🅳🄾🆆🅽
⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯
𝟒𝟎𝟎𝟎-𝟐𝟐𝟒𝟓 = 𝟏𝟕𝟓𝟓 𝐖𝐞𝐞𝐤𝐬 𝐭𝐨 𝐠𝐨
⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯⎯ 
𝐈𝐧𝐯𝐞𝐧𝐭𝐞𝐝 𝐛𝐲 อิคิ ∙ 生き 𝐒𝐢𝐧𝐜𝐞 𝟐𝟔 𝐃𝐄𝐂 𝟐𝟎𝟐𝟐
𝐈𝐧𝐬𝐩𝐢𝐫𝐞𝐝 𝐛𝐲 𝟒𝟎𝟎𝟎 𝐖𝐞𝐞𝐤𝐬 – 𝐎𝐥𝐢𝐯𝐞𝐫 𝐁𝐮𝐫𝐤𝐞𝐦𝐚𝐧

Leave a comment