ออกจากระบบ Cloud แห่งชีวิต ตอนที่ 3 – 🍋 ถึงเวลาทำปัจจุบันให้สดใหม่

ในตอนที่แล้ว อิคิ ∙ 生き ได้พาทุกท่าน

นั่ง Time Machine ย้อนกลับไปยังอดีต

เพื่อลบล้างแผลเป็นในหัวใจกันไปแล้วนะคะ

ดังนั้นในตอนนี้ ก็ถึงเวลาแล้ว

ที่เราจะกลับมาที่ปัจจุบัน

และทำให้มันสดใหม่ ด้วยการ…ใช้ชีวิต

ในแต่ละ [ปัจจุบัน] ขณะให้เต็มเปี่ยมไปด้วย

ความตระหนักรู้อยู่เสมอนั่นเองค่ะ

สำหรับเพื่อน ๆ ท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน

บทความตอนที่ 1 และ 2

อิคิ ∙ 生き แนะนำให้อ่าน

ก่อนที่จะอ่านบทความนี้นะคะ

อ่านบทความตอนที่ 1 กดที่นี่

อ่านบทความตอนที่ 2 กดที่นี่

สำหรับท่านใดที่อ่านบทความที่ 1 และ 2 แล้ว

เรามาเรียนรู้การใช้ชีวิต

ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแต่ละปัจจุบันขณะ

ที่สดใหม่ไปพร้อม ๆ กันเลยนะคะ


เข้าใจกลไกความคิด ต้นกำเนิดแห่งความตระหนักรู้

ความตระหนักรู้ในแต่ละขณะ

จะทำให้เรามีปัจจุบันที่สดใหม่

ชีวิตที่เต็มไปด้วยความตระหนักรู้

คือการใช้ชีวิตอย่างรู้เนื้อรู้ตัว

และการที่เราจะรู้เนื้อรู้ตัวได้

เราต้องเข้าใจกลไกของความคิด

กลไกของจิตเสียก่อนค่ะ

สิ่งที่เราต้องรู้ประการแรกคือ…

ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตของเราไม่ได้มาจากความคิด

แต่มาจากการคิด พูด ทำโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ต่างหาก

การคิด…ทำให้เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้

ส่วนการคิดอย่างรู้เนื้อรู้ตัว…

จะทำให้เราใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างมีคุณภาพ

ท่าน Osho กล่าวว่า…อย่ามองจิตเป็นศัตรู

อย่ามองความคิดเป็นสิ่งน่ารังเกียจ

หากเรามองเช่นนั้นเราจะต่อต้านความคิด

ซึ่งแท้จริงแล้ว จิตคือกลไกที่สวยงามยิ่ง

จงเฝ้ามองจิตด้วยความรัก ความเคารพ

ความยินดีปรีดาอย่างลึกซึ้ง ที่ได้เห็นจิตทำงาน

หนึ่งในธรรมชาติของการเป็นมนุษย์ก็คือ…การคิด

เราคิดตลอดเวลา แม้เราจะสะกดกั้น

ไม่ให้ตัวเองคิดได้ แต่เราจะทำได้เพียงไม่นาน

จิตของเราจะกลับมาคิดใหม่ในท้ายที่สุด

เราไม่มีทางสั่งจิตให้หยุดคิดได้

แต่จิตจะหยุดคิดเองเมื่อมันต้องการ

ดังนั้นสิ่งเดียวที่เราจะทำได้ก็คือ…

แค่มอง แค่สังเกต แค่รู้การทำงานของจิต

การทำงานของความคิดไปเพียงเท่านั้น

จิตไม่ผิด ความคิดก็ไม่ผิด…

จิตและความคิดเป็นเพียง

กระบวนการที่เกิดขึ้นเท่านั้น

เรามีหน้าที่แค่เพียงมองจิตคิด

ฝัน จินตนาการ คาดคะเน

โดยการยืนอยู่ห่าง ๆ โดยไม่เข้า

ไปมีส่วนร่วมและแทรกแซงการทำงานของจิต

เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเริ่มเห็น

ช่องว่างระหว่างความคิด

เมื่อความคิดหนึ่งผ่านไป

แต่อีกความคิดยังไม่มา

เราจะเริ่มเห็นช่วงว่างระหว่างความคิด

ในตอนแรก เราจะเห็นจิตว่างแค่เพียงชั่วขณะ

ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งและทิ้งช่วงห่างค่อนข้างนาน

กว่าที่เราจะได้เห็นช่วงว่างนั้นอีกครั้ง

แต่สิ่งนี้จะทำให้เราได้เห็นว่า สมาธิ คืออะไร

สมาธิ คือแอ่งเล็ก ๆ แห่งความเงียบที่เข้ามาและหายไป

ถ้าเราได้สัมผัสสภาวะนี้ ก็ขอให้จงรู้ไว้ว่า…

เรากำลังเดินถูกทาง

จากนั้นจงเฝ้ามอง เฝ้าสังเกตความคิดต่อไป

เราก็จะเห็นความคิดจรมาและจรไป

ณ สภาวะนี้ จิตของเรายังไม่คงที่

เราจะยังคงเป็นผู้ดู ผู้สังเกต ไม่ใช่ผู้เลือก •

จงอย่าปรารถนาที่จะมีแต่ช่วงว่าง

มีแต่สภาวะไร้จิต หากเราปรารถนาเช่นนั้น

เรากำลังยึดติด และช่วงว่างก็จะหายไป

ช่วงว่างนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ

เรานำตัวออกห่างแยกออกมาเป็นผู้ดูเท่านั้น

ช่วงว่างที่เกิดขึ้นมันจะเกิดขึ้นเอง

เราไม่สามารถสั่งการบังคับได้

จากนั้นจงเฝ้ามอง เฝ้าสังเกตความคิดต่อไป

ปล่อยให้ความคิดเข้ามาและออกไป

ไม่ว่าความคิดจะเป็นอย่างไร คิดดี คิดไม่ดี

คิดกุศล คิดอกุศล เราห้ามไม่ได้ ทำได้แค่ดูไป

เมื่อเวลาผ่านไป ช่วงว่างที่ใหญ่ขึ้นนานขึ้นจะเข้ามา

บางครั้งเวลาผ่านไปหลายนาที

และไม่มีความคิดเกิดขึ้นเลย

ภายในเราจะเปรียบเสมือนถนนที่เงียบสงัด

ไม่มีรถวิ่งผ่าน ไม่มีการจราจรใด ๆ เกิดขึ้น

การที่ช่วงว่างที่ยาวขึ้นเกิด

จะทำให้เราเห็นสภาวะภายในของเราได้

เราจะเชื่อมโยงกับภายในของเราอย่างลึกซึ้ง

อย่ายึดติด คิดปรารถนาให้ช่วงว่าง

คงอยู่ตราบนานแสนนาน การยึดติดคือ…

อาหารที่ทำให้จิตยังดำรงอยู่ต่อไป

จงเฝ้ามองเฉย ๆ อย่างไม่ปรารถนาอะไร

หากทำเช่นนี้ได้จะทำให้ชั่วขณะไร้จิต

ไร้ความคิด เกิดขึ้นนานขึ้น

และวันหนึ่งเราก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อเรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าเราต้องการคิด เราก็จะสั่งการให้เราคิด

เมื่อถึงเวลาที่ไม่ต้องคิด เราก็จะ…

สามารถถอนตัวออกจากความคิดได้

สิ่งเปรียบเสมือนการที่เรา Log in

เชื่อมต่อกับระบบ Cloud ในเวลาที่เราต้องการคิด

และ Log out ออกจากระบบ Cloud ในเวลา

ที่ไม่ต้องการใช้ความคิดนั่นเองค่ะ

การทำเช่นนี้ จิตและความคิดยังอยู่

เพียงแต่เราไม่ได้เรียกออกมาใช้

โดยท่าน Osho อุปมาไว้เช่นนี้ค่ะ

การที่เราจะวิ่ง เราก็ใช้งานขา

การที่เราจะนั่ง เราก็วางขาไว้อยู่เช่นนั้น

แม้เราไม่ได้ใช้งาน แต่ขาก็ยังอยู่ที่นั่น

เช่นเดียวกับการไม่ใช้ความคิด

ความคิดและจิตก็ยังคงอยู่ เพียงแต่เรา

ไม่ได้เรียกมันมาใช้งานเท่านั้นเอง


เป็นมนุษย์ต้องรู้จักคิด…รู้จักพัก

การเป็นมนุษย์ เราต้องติดต่อสัมพันธ์กับผู้คน

เมื่อเราต้องสื่อสาร เราต้องใช้จิต ต้องใช้ความคิด

เพราะฉะนั้น…เราไม่อาจใช้ชีวิตได้

โดยปราศจากความคิด แต่เมื่อเราอยู่คนเดียว

อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็นต้องคิด

เราก็รู้จักถอนความคิดให้จิตได้พัก

ให้ตัวเราอยู่ในสภาวะจิตว่าง

จิตแม้ไม่เคยเหนื่อย

แต่การทำงานต่อเนื่องไม่เคยพัก

จะส่งผลต่อคุณภาพความคิดที่ผลิตออกมา

หากเราปล่อยให้จิตของเราทำงาน

ตามมีตามเกิดตลอด 24 ชั่วโมง

กลางวันเราคิด กลางคืนเราฝัน

ไม่มีวันหยุดพัก จิตของเราจะเหนื่อยล้า

แม้จะทำงาน แต่ก็จะทำงานอย่างไร้คุณภาพ

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ…เราจะต้องจัดเวลาซัก

15-30 นาทีต่อวัน เพื่อให้เราได้มีเวลา

พักจิต ทำสมาธิ อยู่กับตัวเอง

อยู่กับลมหายใจ อยู่กับกิจกรรมใด ๆ

ที่จิตเราว่างและไม่ต้องคิด

เราทำกิจวัตรนี้ก็เพื่อให้ระหว่างวัน

ในเวลาที่เราใช้ชีวิต จิตของเราจะได้

มีกำลังในการคัดแยกความคิด

ทิ้งธุลีแห่งอดีต ละความกังวลถึงอนาคต

เพื่อจดจ่ออยู่กับแต่ละปัจจุบันที่สดใหม่ไปทีละขณะ


🍋 ปัจจุบัน…นั้นสดใหม่เสมอ

ปัจจุบันที่สดใหม่ คือ…

ปัจจุบันที่ไร้ร่มเงาแห่งความกังวล

ความกลัว ความเสียดายของอดีต

ปัจจุบันที่สดใหม่ คือ…

ปัจจุบันที่ปราศจากการเอาแต่ใฝ่ฝัน

ถึงอนาคตที่ดีขึ้น

และการที่เราเอาแต่กังวล เสียดายอดีต

เฝ้าใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีขึ้นนั้น

มักมีสาเหตุมาจาก…

การกระทำที่ไม่ตระหนักรู้ของเรา

หลายท่านอาจจิตนาการไม่ออกว่า…

การกระทำที่เต็มเปี่ยมไปด้วย

ความตระหนักรู้เป็นแบบไหน

ในหนังสือ “ตื่นรู้…กุญแจสู่ชีวิตสมดุล”

ท่าน Osho ได้ชวนให้เรา

ทำแบบฝึกหัดขยับมือดูค่ะ

เพื่อน ๆ ลองขยับมือตัวเองดูนะคะ

ถ้าเราขยับมือด้วยความตระหนักรู้

เราจะสามารถรู้สึกได้ว่ามือของเราขยับอยู่

แต่ถ้าเราเคลื่อนไหวโดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว

แม้มือจะขยับ แต่เราจะไม่สามารถรับรู้

ถึงการเคลื่อนไหวของมือเราได้ค่ะ

เช่นเดียวกับทุกความคิด

ทุกการกระทำในชีวิตนะคะ

หากเราคิด พูด ทำ ด้วยความตระหนักรู้

เราจะมองเห็นและรู้สึกถึงการคิด พูด ทำของเรา

เราจะทำสิ่งเหล่านั้นด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวเต็มเปี่ยม

ในแต่ละความคิด การพูด การกระทำ

ที่เราแสดงออกมาจะถูกสั่งการ

จากศูนย์กลางภายในของเราค่ะ

ในทางกลับกัน หากเราทำสิ่งต่าง ๆ

ด้วยความไม่รู้เนื้อ รู้ตัว

แม้ใจเราจะคิดเหมือนกัน

ร่างกายเราขยับเหมือนกัน

ปากเราพูดเช่นกัน

แต่เราจะไม่ใช่ผู้ควบคุมความคิด

คำพูด และการกระทำของเราอีกต่อไป

แม้อากัปกิริยาเดียวกัน

แต่ความรู้เนื้อรู้ตัวนั้นต่างกันค่ะ

การที่เราลงมือทำสิ่งใดที่ไม่ได้เกิด

จากการตระหนักรู้อย่างเต็มที่

คือการที่เราอนุญาตให้อดีตเข้ามายึดครองจิต

ขับเคลื่อนชีวิตของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว

เมื่อเราทำสิ่งใดด้วยความไม่รู้ตัว

จิตของเราจะถูกครอบงำด้วยเงาแห่งอดีต

และเงาแห่งอดีตนั้นก็จะจิตนาการไปถึงอนาคต

ดังนั้นเราจึงไม่เคยมีช่วงเวลา

ที่อยู่กับปัจจุบันขณะอย่างสมบูรณ์ได้เลย

ปัจจุบันที่สดใหม่ของเรา

จึงหม่นหมองและถูกทำลายด้วยใจ

ที่ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะนั่นเอง

ดังนั้นในแต่ละขณะของชีวิต

ขอให้เราจงระลึกไว้เสมอว่า…

สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำในวินาทีก่อนหน้านั้น

ได้ผ่านไปแล้ว เมื่อมันผ่านไปแล้ว

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ…

วางธุลีแห่งอดีตเมื่อวินาทีที่แล้วลงซะ

และถ้าเราวางธุลีแห่งอดีตลงได้

เราจะไม่เอาแต่โหยหาอนาคตที่ดีขึ้น

ใจเราจะสมบูรณ์ในแต่ละขณะที่ชีวิตดำเนินไป

ทุกวินาที จะไม่มีอะไรให้เสียดาย

ไม่มีอะไรที่อยากทำให้ดีขึ้น

เพราะปัจจุบันนั้นสมบูรณ์แล้ว

และแท้จริงแล้ว…แต่ละปัจจุบันขณะที่สมบูรณ์

คือรากฐานแห่งอนาคตที่สดใสใหม่

พร้อมงอกงามและเจริญเติบโต

ด้วยตัวของมันเอง

เพื่อน ๆ ลองคิดดูนะคะ…

ถ้าในทุกขณะที่ชีวิตของเราดำเนินไป

เราเอาแต่เสียดายอดีตและ

ใฝ่ฝันถึงแต่อนาคตที่ดีกว่าเดิม

ปัจจุบันขณะของเราก็จะมีแต่ความหม่นหมอง

ซึ่งความหม่นหมองเหล่านี้ก็จะ

กลายเป็นอนาคตที่หม่นหมองเช่นกัน

ในทางกลับกัน หากทุก ๆ ปัจจุบันขณะที่ผ่านไป

มีแต่ความสดใหม่ สิ่งนี้จะปูทางสู่อนาคต

ที่สดใหม่ให้กับเราด้วยตัวมันเอง

การกระทำใดก็ตามที่เราทำอย่าง

รู้ตัวเต็มเปี่ยม มันจะเป็นการกระทำที่สมบูรณ์

เป็นการกระทำที่ไม่ว่าผลของมันจะเป็นเช่นไร

เราจะไม่เสียใจ ไม่เสียดาย ไม่หวนคิดถึง

ไม่อยากทำอนาคตให้ดีขึ้น

หากเราทำได้เช่นนั้น…

การกระทำแต่ละขณะของเรา

จะไม่สร้างตะกอนความคิด

แต่จะสร้างความสดใหม่ให้กับชีวิตในทุก ๆ วินาที

ชีวิตของเราเริ่มใหม่ทุกวินาทีนะคะ

และทุกวินาทีที่เกิดขึ้นใหม่คือ…

โอกาสที่เราจะทำปัจจุบันให้สมบูรณ์

ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงแห่งอนาคต

ดังนั้นเราจึงไม่ควรเอาแต่เสียดายอดีต

และหมกมุ่นอยู่กับการอยากให้สิ่งต่าง ๆ

ดีขึ้นในอนาคต

จงใช้ชีวิตด้วยการค่อย ๆ ละอดีตไปทีละขณะ

และอยู่กับแต่ละปัจจุบันที่สดใหม่เสมอ


ชีวิตมิอาจปราศจากความคิด…จงภาวนาในขณะที่เราอยู่ท่ามกลางตลาดสด

อย่ากลัวที่จะรัก

อย่ากลัวที่จะสร้างสัมพันธ์

อย่ากลัวที่จะเชื่อมโยงกับโลกภายนอก

อย่ากลัวที่จะคิด อย่ารังเกียจความคิด

ความตระหนักรู้ การใคร่ครวญในความคิด

การมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

จะเติมเต็มที่ชีวิตของเราให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ชีวิตเราประกอบด้วย

โลกภายนอกและโลกภายใน

หากเราฝึกฝนที่จะตระหนักรู้อยู่เสมอ

เราจะสามารถเคลื่อนเข้าออก

จากภายนอกสู่ภายในและจากภายใน

สู่ภายนอกได้อย่างรู้เนื้อรู้ตัว

ท่าน Osho อุปมาไว้ดังนี้…

การเคลื่อนจิตเข้าออกระหว่าง

ภายนอกและภายใน ก็เหมือนกับ

การที่เราเดินเข้าออกบ้าน

เมื่อไหร่ที่อยู่นอกบ้านแล้วอากาศร้อน

เราก็แค่เดินกลับสู่ภายใน

และเมื่อเรากลับสู่ภายในพักผ่อนจนเต็มอิ่มแล้ว

ก็ถึงเวลาเดินออกนอกบ้านมาสูดอากาศ

สัมผัสแดด ดูธรรมชาติภายนอกดูบ้าง

ท่าน Osho กล่าวย้ำว่า…อย่าเป็นคนที่

หลงมัวเมาไปกับโลกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ในขณะเดียวกันก็อย่าปิดตัว

จนไม่มีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิต…

จงภาวนาในขณะที่เราอยู่ท่ามกลางตลาดสด

แท้จริงแล้วโลกภายนอกและโลกภายใน

ความคิดและความตระหนักรู้ไม่ได้ต่อต้านกัน

แต่เราต้องรักษาสมดุลของทั้งสองส่วน

เสมือนปีกของนกทั้งด้านซ้ายและด้านขวา

อย่ากลัวที่จะใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความตระหนักรู้

เราไม่มีอะไรจะเสีย แต่อย่าหลงทาง

จงมีความสัมพันธ์กับผู้คน

กล้าที่จะรัก กล้าที่จะเมตตา

โลกช่างสวยงามและน่าตื่นเต้น

สิ่งเหล่านี้จะเติมเต็มให้เราสมบูรณ์

ในขณะเดียวกัน บางครั้งเราต้องกลับบ้าน

จงจัดสรรให้มีช่วงเวลาที่จะปิดประตู

หลีกเร้นจากโลกภายนอก เพื่อที่เราจะได้ภาวนา

พักผ่อนและเชื่อมโยงกับตัวเอง

ให้พร้อมที่จะเปิดประตูออกสู่โลกกว้างในครั้งต่อไป

การที่เราจะเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้

เราก็ต้องเชื่อมโยงกับตัวเองให้ได้ก่อน

เราจะรักผู้อื่นได้ เราก็ต้องรักตัวเองก่อน

จงสร้างสมดุลให้กับโลกภายนอกและภายใน

ทั้งสองมีน้ำหนักเท่ากัน

จงอยู่ในโลก แต่อย่าเป็นของโลก

จงอยู่ในโลก แต่อย่าปล่อยให้โลกมาอยู่ในตัวเรา

เมื่อเรากลับบ้านก็ขอให้เรากลับบ้านอย่างเต็มที่

ราวกับโลกทั้งใบได้อันตรธานหายไป

เรากลับบ้านเพื่อเตรียมตัว…

สำหรับการกลับไปใช้ชีวิตบนโลกอีกครั้ง

หากเราต้องการหัวเราะจริง ๆ

เราก็ต้องเรียนรู้วิธีที่จะคร่ำครวญ

ถ้าเราคร่ำครวญไม่เป็น

เราจะไม่สามารถร้องไห้ได้

ถ้าเราร้องไห้ไม่ได้

เราก็ไม่อาจจะหัวเราะได้เช่นกัน

คนรื่นเริงก็เป็นคนที่เงียบได้

คนที่ปีติยินดีอย่างเหลือล้นก็เป็น

ผู้ที่มุ่งมั่นต่อศูนย์กลางภายในได้เช่นกัน

อย่าต่อต้านความคิด

อารมณ์ ความรู้สึกแห่งความเป็นมนุษย์

แต่สิ่งสำคัญคือ…เราต้องสร้างสมดุล

ให้กับโลกทั้งสองใบของเรา

เมื่อโลกภายนอกและภายในสมดุล

ชีวิตเราจึงสมดุล เมื่อชีวิตเราสมดุล

เราจึงได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากมีชีวิต


ชีวิตที่มีอำนาจเหนือระบบ Cloud

หากปราศจากความคิด

เราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

จะไม่สามารถมีชีวิต

อยู่บนโลกใบนี้ได้นะคะ

การใช้ความคิด การเชื่อมโยง

และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน

เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เรา

เติบโตและงอกงามต่อไป

ซึ่งถ้าเราพิจารณาให้ดี เราจะพบว่า…

แท้จริงแล้วความคิดไม่ใช่ปัญหา

แต่ปัญหาในชีวิตของเรา

มาจากการที่เรา…หลงไปกับความคิด

การปล่อยให้ใจเราคิด ตัวเรากระทำ

โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวต่างหากค่ะ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ อ่านบทความมาถึงตอนนี้

ก็จะทราบว่า…เราไม่สามารถสั่งการ

ให้ความคิดหยุดได้ หากความคิดจะหยุด…

มันจะหยุดด้วยตัวมันเองเท่านั้น

ความคิดกับเราแท้จริงแล้วเป็นคนละส่วนกัน

แต่การที่เรา Log in เข้าระบบ Cloud

เชื่อมโยงตัวเรากับความคิดตลอดเวลา

ทำให้เราเข้าใจผิดไปว่า…เราและความคิด

เป็นสิ่งเดียวกันจนแยกออกจากกันไม่ได้

วิธีเดียวที่จะทำให้เรามีอำนาจเหนือความคิดได้

ก็คือ…การที่เรามีสติในการใช้ชีวิต

ด้วยการไม่ต่อติดเชื่อมโยงกับระบบ Cloud

แบบอัตโนมัติตลอด 24 ชม. นั่นเองค่ะ

แท้จริงแล้วระบบ Cloud นั้นสำคัญต่อชีวิต

แต่เราจะสามารถใช้มันได้เต็มประสิทธิภาพได้

ก็ต่อเมื่อ เรารู้ว่า…เมื่อไหร่ควรใช้

เมื่อไหร่ควรพัก และดำเนินชีวิต

แต่ละขณะด้วยการมีสติเต็มเปี่ยม

การทำเช่นนี้จะทำให้เรา

มีความสามารถในการ

Log in และ Log out ออกจาก

ระบบ Cloud แห่งความคิด

ในเวลาที่เราต้องการได้ค่ะ

เราจะสามารถใช้ความคิดในเวลาที่ควรใช้

และวางความคิดในเวลาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ลงได้

การทำเช่นนี้จะทำให้เราไม่วิ่งวนไปกับความคิด

และมีสติอยู่กลางใจได้ด้วยการ

เป็นผู้ดู ผู้สังเกตความคิดไป

แต่การที่เราจะมีสติในการใช้ชีวิต

และมีระบบ Cloud ที่สามารถผลิต

ความคิดคุณภาพได้ เราจะต้องไม่ลืม

ที่จะจัดสรรให้ตัวเองมีเวลาได้พัก

มีเวลาให้จิตได้ว่าง ด้วยการทำสมาธิ

ให้เราอยู่ในโลกภายใน อยู่ในบ้านของเรา

อยู่กับตัวเราเองอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

การมีสติรู้เนื้อรู้ตัวในการใช้ชีวิต

ไม่เพียงแต่จะทำให้เราจะสามารถ

Log in Log out เข้าออกระบบ Cloud

ในเวลาที่ถูกที่ควรได้เท่านั้น

แต่เราจะสามารถตรวจจับข้อมูลอดีต

ที่ไม่มีคุณภาพ ที่แฝงตัวอยู่ใน

ระบบของเราได้อีกด้วยค่ะ

เมื่อไหร่ที่อดีตไม่ดีผุดขึ้น

เราก็จะลบล้างมันด้วยการย้อนกลับไป

พินิจพิจารณาอดีตเหล่านั้นด้วยสายตา

ของตัวเองที่เป็นผู้ใหญ่ ทำความเข้าใจ

วางอดีตเหล่านั้นลงและลบความรู้สึก

ไม่ดีต่ออดีตเหล่านั้นออกจากใจ

ในขณะเดียวกัน เราก็จะเข้าใจว่า…

ทุกปัจจุบันขณะที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

คือ โอกาสใหม่เสมอ

เราจะไม่ปล่อยให้ร่มเงาแห่งอดีตที่เชื่อมโยง

ไปยังอนาคตมาปกคลุมชีวิต

สิ่งนี้จะทำให้ทุกเมกะไบต์ของข้อมูลที่ถูกบันทึก

เข้าสู่ระบบ Cloud ของเราจะสดใหม่เสมอนะคะ

ดังนั้นเราไม่ควรใช้ชีวิตเสมือน เราเป็น…

คอมพิวเตอร์ที่ถูกตั้งค่า Default จากโรงงาน

ที่ทำงานแบบไม่ได้คัดสรรความคิดและเชื่อมต่อ

กับระบบ Cloud แบบไม่ได้คิดตลอดเวลานะคะ

แต่เราควรปฏิวัติระบบ ด้วยการมีสติ

และใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว

เพื่อให้เราไม่เพียงแต่มีความสามารถในการ

ตรวจจับและลบอดีตที่ไร้คุณภาพออกไปเท่านั้น

แต่เราจะมีกำลังคัดสรรเฉพาะความคิด

ที่มีคุณภาพเข้าระบบของเราอีกด้วยค่ะ

ซึ่งการสั่งสมเฉพาะความคิดที่มีคุณภาพเข้าระบบ

จะเป็นรากฐานที่ดี ให้กับปัจจุบันที่กำลัง

จะเกิดขึ้นในวินาทีต่อ ๆ ไปด้วยนะคะ

อิคิ ∙ 生き เชื่อว่าหากเราทำเช่นนี้ได้…เราก็จะ…

ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากมีชีวิต…อย่างแน่นอนค่ะ

สุดท้ายนี้ อิคิ ∙ 生き ขอให้เพื่อน ๆ ทุกท่านมี…

🍋 ปัจจุบันขณะที่สดใหม่เสมอ 🍋

สำหรับวันนี้ อิคิ ∙ 生き คงต้องขอลาไปก่อน

แล้วพบกันใหม่กับตะกอนความคิดจาก อิคิ ∙ 生き

ในบทความตอนต่อ ๆ ไปกันนะคะ สวัสดีค่ะ 🙇🏻☺️

บันทึกโดย : ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต

ที่มาและแรงบันดาลใจ : หนังสือ “ตื่นรู้…กุญแจสู่ชีวิตสมดุล”

Leave a comment