ทำสิ่งที่รักอย่างไรให้ยั่งยืน

“คุณมิ้งค์พอจะช่วยแนะนำช่องทางหารายได้จากการเขียนเพิ่มไหมค่ะ ตอนนี้อยากหาช่องทางเพิ่มรายได้ด้วยการเขียนค่ะ” – คำถามจากคุณนา สมาชิกเพจ อิคิ ∙ 生き

ก่อนที่มิ้งค์จะตอบคำถามของคุณนา…มิ้งค์คงต้องออกตัวกับคุณนาก่อนว่า…สิ่งที่มิ้งค์กำลังจะแลกเปลี่ยนความคิดกับคุณนา…อาจไม่ตรงกับบริบทชีวิต ณ ปัจจุบันของคุณนาก็ได้นะคะ ปัจจุบันคุณนาอาจจะจัดสรรสิ่งต่างในชีวิตได้เหมาะสมลงตัวและได้วางแผนทุกอย่าง…อย่างรอบคอบแล้ว จึงได้ตัดสินใจว่าจะเดินบนเส้นทางแห่งการหารายได้จากการเป็นนักเขียนที่จริงจังมากขึ้น เพื่อที่คุณนาจะได้นำรายได้ในส่วนนี้มาสนับสนุนสามีและพิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นว่าเส้นทางแห่งนี้มีคุณค่า
ดังนั้นถ้าทัศนะของมิ้งค์ไม่ตรงกับบริบทชีวิตของคุณนา มิ้งค์ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอย่างน้อยเราก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันนะคะ


จากคำถามของคุณนาที่ว่า…

มิ้งค์พอจะแนะนำช่องทางหารายได้จากการเขียนเพิ่มได้ไหม เพราะตอนนี้คุณนาอยากหารายได้เพิ่มด้วยการเขียน?

ก่อนอื่นมิ้งค์คงต้องบอกกับคุณนาอย่างตรงไปตรงมาก่อนว่า…มิ้งค์ไม่สามารถแนะนำช่องทางหารายได้จากการเขียนเพิ่มให้กับคุณนาได้ค่ะ เนื่องจากตัวมิ้งค์เองก็ยังไม่เคยมีรายได้จากการเขียนค่ะ แต่สิ่งที่มิ้งค์คิดว่าพอจะแลกเปลี่ยนกับคุณนาได้จะเรื่องของการจัดสมดุลให้กับชีวิต เพื่อให้เราได้ทำสิ่งที่รักได้อย่างยั่งยืนค่ะ

จากการที่มิ้งค์ได้อ่าน e-book “บันทึกความฝัน” ของคุณนา มิ้งค์สามารถสัมผัสได้เลยค่ะว่า…หนังสือและการเขียนคือชีวิตจิตใจของคุณนามาตั้งแต่ยังเยาว์วัย นอกจากนั้นมิ้งค์ยังชอบการอุปมาเรื่องความฝันกับน้ำแข็งของคุณนามาก ๆ เลยนะคะ และที่สำคัญก็คือ…มิ้งค์คิดว่าคุณนาเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ ที่มี…ท่านอัลลอฮฺ และ ท่านนบีอยู่ในหัวใจ



มิ้งค์เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่มีสิ่งที่รักย่อมมีความฝันที่อยากจะมีรายได้จากการทำสิ่งนั้นอย่างเพียงพอ เพราะการมีรายได้จากสิ่งที่รัก นอกจากเราจะได้ทำสิ่งเหล่านั้นอย่างมีความสุขแล้ว การทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งที่รักมาก ๆ ก็จะดูชอบธรรมในสายตาคนรอบข้างอีกด้วย
แต่ในชีวิตจริงการที่เราจะลงทุนแรงกาย แรงใจและเวลาในการทำสิ่งใด…มากหรือน้อยแค่ไหน…เราคงต้องนำภาระ ความรับผิดชอบและบริบทของชีวิตในปัจจุบันเข้ามาพิจารณาประกอบด้วยค่ะ และภารกิจสำคัญของเราทุกคนก็คือการบริหารสิ่งสำคัญในชีวิตให้สมดุล

คำว่าสมดุลสำหรับมิ้งค์หมายถึง การที่เราจะไม่ได้ทุกสิ่งตามที่ใจต้องการ 100% แต่เราจะต้องยอมที่จะได้บางสิ่งไม่เต็ม 100 เพื่อที่จะได้จัดสรรปันส่วน เวลา และ แรงกายแรงใจให้กับสิ่งสำคัญของชีวิตได้ครบทุกด้าน หากเราทำได้ชีวิตของเราจะดำเนินต่อไปอย่างอุ่นใจ นั่นหมายความว่า…แม้เราจะไม่ได้ทุกอย่างตามที่ใจต้องการ แต่เราจะรู้สึก มั่นใจและมั่นคงในทุก ๆ ก้าวเดินของเราค่ะ

และการที่เราจะทราบได้ว่า…ในแต่ละช่วงของชีวิตเราควรให้ความสำคัญกับสิ่งใดหรือเราควรจะแบ่งเวลาให้กับสิ่งต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน เราคงต้องเริ่มต้นด้วยการรู้ว่าสิ่งสำคัญในชีวิต ณ ปัจจุบันของเรามีอะไรบ้างนะคะ


สิ่งหนึ่งที่มิ้งค์เชื่อสุดหัวใจก็คือ…ชีวิตของคนแต่ละคนจะมีสิ่งสำคัญไม่กี่สิ่งค่ะคุณนา สำหรับมิ้งค์ไม่ควรเกิน 5 สิ่ง

ดังนั้นในการจัดสรรชีวิตให้สมดุล…คำถามแรกที่เราต้องถามตัวเองก็คือ…

อะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตของฉัน? และระบุสิ่งเหล่านั้นออกมาค่ะ

คุณนาอย่าลืมนะคะ สิ่งสำคัญในชีวิตของเราไม่ควรมีมากเกินไป มิเช่นนั้น แม้เราจะมีพลังกาย พลังใจ พลังเงินมากแค่ไหน ก็จะไม่เพียงพอที่จะทำให้เราจัดสรรสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างเหมาะสมค่ะ

สำหรับมิ้งค์…สิ่งสำคัญของชีวิตก็คือ ตัวเอง การงาน ครอบครัว และ สังคม

ส่วนของคุณนาก็อาจเป็นมิติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้…

  1. ตัวคุณนาเอง
  2. การดูแล ลูก ๆ และ สามี
  3. การหารายได้ เพื่อแบ่งเบาภาระสามี

เอาเข้าจริงมิ้งค์ก็ไม่แน่ใจว่า…สิ่งสำคัญในชีวิตของคุณนาจะเป็น 3 ข้อข้างต้นหรือไม่ แต่มิ้งค์ขออนุญาตสมมุติว่าเป็น 3 ข้อข้างต้นเอาไว้ก่อนนะคะ ซึ่งโดยปกติก่อนที่มิ้งค์จะจัดสรรเวลาและพลังงานของตัวเองให้กับสิ่งใด มิ้งค์จะจัดลำดับความสำคัญของสิ่งสำคัญก่อนค่ะ

และจาก 3 รายการข้างต้นหากมิ้งค์เป็นคุณนาสิ่งที่มิ้งค์จะให้ความสำคัญอันดับแรกก็คือ ตัวเอง รองลงมาคือการดูแล ลูก ๆ และ สามี และสุดท้ายคือการหารายได้ เพื่อแบ่งเบาภาระสามี นั่นเองค่ะ เหตุที่มิ้งค์ให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นอันแรกเพราะมิ้งค์คิดว่า…ตัวเราเอง คือพื้นฐานสำคัญสำหรับทุกสิ่งค่ะ ถ้าเราจัดการกับตัวเองได้ไม่ดีพอ เราจะไม่สามารถทำเรื่องอื่น ๆ อย่างมีคุณภาพได้เลยนะคะ

ส่วนการดูแล ลูก ๆ และ สามี เป็นอันดับที่ 2 ก็เพราะ คุณนาบอกว่า…สามีเป็นผู้หารายได้หลักของทางบ้าน ดังนั้นมิ้งค์จึงคิดว่า…การดูแลความอยู่ดีมีสุขที่นอกเหนือจากรายได้…จึงตกเป็นหน้าที่สำคัญของคุณนาค่ะ ส่วนการหารายได้ เพื่อแบ่งเบาภาระสามี ก็เลยตกเป็นความสำคัญอันดับ 3 ค่ะ เพราะถ้าคุณนามีรายได้ก็จะแบ่งเบาภาระจากสามีได้บ้าง ช่วยประคับประคองครอบครัวให้ผ่านพ้นช่วงที่สามีสะดุดติดขัดได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเราจัดลำดับสิ่งคัญในชีวิตแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมาลงรายละเอียดในแต่ละมิติที่สำคัญของชีวิตแล้วค่ะ โดยมิ้งค์ขอเริ่มที่มิติสำคัญที่สุดของชีวิตก่อนนะคะ นั่นก็คือ…มิติของตัวเราเอง


มิติที่ 1 : ตัวเอง

หากพูดเรื่องตัวเอง สำหรับมิ้งค์คงหนีไม่พ้นเรื่องของ ร่ายกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ซึ่งมิ้งค์จะขอลงรายละเอียดดังนี้ค่ะ



ร่างกาย :

การที่เราจะดูแลครอบครัวและทำงานได้ดี เราทุกคนต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงนะคะ สุขภาพคือพื้นฐานของทุกสิ่ง ดังนั้นหากเป็นเรื่องร่างกายก็คงหนีไม่พ้น…การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายที่พอเหมาะ และ การพักผ่อนที่เพียงพอนะคะ
ดังนั้นในเรื่องร่างกาย คุณนาคงต้องจัดสรรเวลาในการออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนะคะ

จิตใจ :

จิตใจก็เป็นเรื่องสำคัญค่ะ ถ้ากายแข็งแรง แต่ใจไม่แข็งแรง เราก็จะทำสิ่งต่าง ๆ อย่างซังกะตาย ไม่มีวิญญาณ ในเรื่องของจิตใจคุณนาก็คงต้องมาพิจารณาว่า…อะไรที่จะทำให้เรามีกำลังใจต่อสู้สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตแต่ละวัน ซึ่งมิ้งค์เชื่อว่า…กำลังใจสำคัญของคุณนามาจาก ลูก ๆ ที่น่ารัก สามีที่ร่วมชีวิต เด็ก ๆ ที่โรงเรียนสอนศาสนา และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ…กิจกรรมที่คุณนารักอย่างเช่นการเขียนนั่นเองค่ะ

ดังนั้นในแง่ของจิตใจสำหรับมิ้งค์สิ่งที่เราควรพยายามทำในแต่ละวันก็คือ…การเก็บเกี่ยวสิ่งดี ๆ ในแต่ละกิจวัตรของคุณนานั่นเอง มิ้งค์เชื่อว่า…การที่คุณนามีท่านอัลลอฮฺอยู่ในหัวใจจะช่วยให้คุณนามองหาแง่มุมดี ๆ ในแต่ละเหตุการณ์ของชีวิตพบได้โดยไม่ยาก เหมือนกับชายคนที่ได้กระบองเพชรแทนที่จะเป็นดอกไม้ ที่คุณนาเล่า หากเรามองเห็นดอกไม้ในกระบองเพชรได้ เราจะหาแง่งามในชีวิตของเราได้ในทุก ๆ วันนะคะ สิ่งนี้จะทำให้เรามีพลังวิเศษ นั่นคือการมองเห็นสิ่งสวยงามในความไม่สวยงามได้นั่นเองค่ะ

และที่สำคัญ…ถ้าการเขียนคือชีวิตของคุณนา มิ้งค์ก็เชื่อว่าทุกวันนี้คุณนาก็ได้จัดสรรให้ตัวคุณนาเองมีเวลาได้เขียนอย่างเหมาะสมอยู่แล้วค่ะ มิ้งค์ยังเชื่ออีกว่า…อานิสงค์ที่คุณนาได้รับจากการเขียนก็คือ…ความอิ่มเอมที่เกิดขึ้นภายหัวใจของคุณนานั่นเองค่ะ สิ่งนี้คือแรงใจชั้นดีเลยใช่ไหมคะ?

จิตวิญญาณ :

สำหรับมิติของจิตวิญญาณ การที่คุณนามีท่านอัลลอฮฺอยู่ในหัวใจ คุณนาก็จะมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติเพื่อเชื่อมโยงกับท่านอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนตร์ การอ่านพระคัมภีร์ หรือกิจกรรมทางศาสนาใด ๆ ที่คุณนาต้องเข้าร่วม ซึ่งการจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมเหล่านี้คือการชุบชูจิตวิญญาณของคุณนานั่นเองค่ะ

เมื่อพูดถึงมิติของตัวเอง มีสิ่งหนึ่งที่มิ้งค์จำเป็นต้องเน้นย้ำนั่นก็คือ…แม้ตัวเราจะเป็นมิติที่สำคัญที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องให้เวลากับตัวเองมากที่สุดเสมอไปนะคะ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าเราต้องจัดสรรเรื่องต่าง ๆ ของตัวเองในระดับไหนเพื่อที่จะได้มีแรงกายกายใจในการทำสิ่งสำคัญที่เหลือได้อย่างมีคุณภาพ

โดยปกติ…คนส่วนใหญ่มักไม่สามารถให้เวลากับตัวเองได้เป็นสัดส่วนที่มากที่สุด มิเช่นนั้นแล้วจะไม่เหลือเวลาให้เราได้ทำสิ่งอื่น ๆ ที่สำคัญ ดังนั้นเราจึงต้องจัดสรรเวลาให้กับตัวเองอย่างฉลาดเพื่อทำให้เราได้มีเวลาในส่วนนี้อย่างเหมาะสม ในหลายกรณีเราอาจต้องยอมตื่นเช้าหรือนอนช้าสักหน่อยเพื่อที่เราจะได้มีเวลาส่วนตัวของเรา



มิ้งค์เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับมิติของตัวเองมากที่สุดค่ะคุณนา แต่เวลาที่มิ้งค์ใช้ทำกิจกรรมส่วนตัวนั้นจะน้อยกว่ากิจกรรมด้านการงานและครอบครัวรวมกัน โดยในแต่ละวันมิ้งค์จัดสรรให้ตัวเองได้ตื่นเช้า เพื่อที่จะได้มีเวลาส่วนตัวในการทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการฟังธรรม สวดมนตร์ อ่านหนังสือ เขียนบทความและออกกำลังกาย ซึ่งมิ้งค์จะให้เวลาตัวเองแค่ช่วงเช้าตรู่เท่านั้นค่ะ หากพ้นเวลาเช้าแล้ว มิ้งค์ต้องจัดสรรเวลาให้กับมิติสำคัญอื่น ๆ ของชีวิต



ส่วนคุณนาก็คงต้องลองพิจารณาว่า…จะจัดสรรเวลาเพื่อดูแลร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณให้เหมาะสมกับบริบทชีวิตในปัจจุบันของคุณนาอย่างไร สำหรับมิ้งค์ตอนเช้าคือความเหมาะสม แต่มิ้งค์ก็เห็นหลาย ๆ คนจัดสรรเวลาให้กับตัวเองตอนกลางคืน ซึ่งสิ่งนี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ภาระ หน้าที่ และความซับซ้อนของชีวิตแต่ละคนค่ะ




มิติที่ 2 : การดูแลลูกและสามี

เนื่องจากคุณนามีครอบครัวและสามีของคุณนาก็เป็นผู้หารายได้เป็นหลัก ดังนั้น…การดูแลสมาชิกครอบครัวให้อยู่ดีมีสุขจึงตกเป็นหน้าที่หลักของคุณนา
สำหรับประเด็นนี้ คุณนาก็คงต้องพิจารณาว่า…คุณนามีหน้าที่ใด…ต้องบริหารจัดการเวลาในแต่ละวันอย่างไรเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นการจัดการลูก ๆ วางแผนเรื่องการเรียน ไปรับไปส่ง จัดการเสื้อผ้า อาหาร กับข้าวกับปลาให้คนในครอบครัว
ซึ่งมิ้งค์เชื่อว่าในมิตินี้คุณนาจะต้องหน้าที่ได้อย่างเต็มที่แน่ ๆ เลยค่ะ


มิติที่ 3 : การหารายได้ เพื่อแบ่งเบาภาระสามี

ประเด็นนี้แม้จะไม่ใช่หน้าที่หลัก แต่จากคำบอกเล่าของคุณนา มิ้งค์รู้สึกได้ว่า…ประเด็นนี้ก็สำคัญกับคุณนาและครอบครัวไม่น้อยเลย เพราะหากคุณนามีรายได้ที่เพียงพอ เงินส่วนนั้นก็จะสามารถแบ่งเบาภาระของสามีในช่วงที่สะดุดติดขัดได้ ซึ่งสิ่งนี้จะส่งผลให้ชีวิตครอบครัวของคุณนาลื่นไหลมากขึ้น มีช่วงที่สะดุดติดขัดน้อยลง ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีความเกี่ยวโยงกับความคาดหวังของบุคคลรอบข้างที่มีความสำคัญในชีวิตของคุณนาด้วยค่ะ



มิ้งค์ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกผิดอย่างไร ส่วนหนึ่งที่มิ้งค์สัมผัสได้ก็คือ…คนรอบข้างมีความคาดหวังว่าหากคุณนามีรายได้เพิ่มขึ้นก็น่าจะดีไม่น้อย ซึ่งประเด็นนี้ก็น่าจะเป็นรากฐานของการที่คุณนาพยายามที่จะพิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นว่า งานเขียนนั้นมีมูลค่าเป็นตัวเงิน
มิ้งค์เข้าใจว่า หากไม่มีความคาดหวังจากบุคคลรอบข้าง รายได้จากงานเขียนอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญมากเท่ากับการที่คุณนาได้ทำสิ่งที่รัก


แต่บริบทชีวิตที่สำคัญของคุณนา ณ ขณะนี้คือ…การสนับสนุนสามี การดูแลครอบครัวให้ดี ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณนาจะต้องนำมิติของรายได้เข้ามาประกอบในการวางแผนชีวิต
ซึ่งทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณนาในตอนนี้ก็คือการมีรายได้จากงานเขียนให้ได้อย่างเพียงพอ

มิ้งค์เชื่อว่าเราทุกคนสามารถจัดสรรเวลาในการทำสิ่งที่รักได้นะคะ แต่การมีรายได้จากสิ่งที่รักนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะการมีรายได้อย่างเพียงพอจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจะต้องจัดสรรเวลา ทุ่มเทแรงกาย แรงใจที่มากในระดับหนึ่ง และหลายครั้งเราต้องใช้เวลากว่าที่สิ่งนั้นจะสร้างรายได้ให้กับเราได้มากพอ

ดังนั้นคำถามสำคัญสำหรับบริบทชีวิตของคุณนาในปัจจุบันก็คือ คุณนาต้องรู้ว่าคุณนาจำเป็นต้องมีรายได้เท่าไหร่ และการมีรายได้จำนวนนั้นเร่งด่วนเพียงใด ถ้างานเขียนสามารถสร้างรายได้ที่มากพอให้กับคุณนาโดยใช้เวลาไม่นาน คุณนาสามารถมุ่งหน้าสู่เส้นทางการหารายได้จากการเขียนได้ค่ะ
แต่ถ้าหากหนทางนั้นเป็นหนทางที่ต้องใช้เวลา และการมีรายได้ของคุณนาเร่งด่วนกว่านั้น คุณนาก็จำเป็นที่จะต้องรับทางเลือกอื่นเข้ามาพิจารณาด้วย

โดยทางเลือกเหล่านั้นอาจจะเป็น…การแบ่งเวลาทำงานบางอย่างที่อาจไม่ใช่งานเขียนแต่มีรายได้ที่เพียงพออย่างสม่ำเสมอ หากคุณนาทำได้มิ้งค์เชื่อว่าคนรอบข้างจะเบาใจมากขึ้น ความคาดหวังที่คุณนาจะต้องหารายได้จากงานเขียนก็จะลดลง ในที่สุดคุณนาก็จะมีอิสระในการทำสิ่งที่รักมากขึ้นด้วยนะคะ



คุณนาเคยบอกว่า…คนรอบข้างกำลังมองว่าการที่คุณนาทำงานเขียนมันเป็นเรื่องไร้สาระ สำหรับมิ้งค์มันมีหลายวิธีที่จะทำให้เรามีอิสระในการทำสิ่งที่รัก โดยที่คนรอบข้างแม้จะไม่ได้รู้สึกถึงขั้นเห็นดีเห็นงามแต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ขัดขวาง ไม่ด้อยค่าสิ่งที่เรารักค่ะ
ซึ่งหนึ่งในวิธีนั้นก็คือ…เราต้องพิสูจน์ตัวเอง โดยการทำหน้าที่สำคัญในชีวิตที่เร่งด่วนและสำคัญกว่าให้ดีก่อน

เราและครอบครัวย่อมมีภาระซึ่งกันและกัน คุณนาลองจินตนาการดังนี้ดูนะคะ สมมุติคุณนามีรายได้สม่ำเสมอ โดยรายได้นั้นสามารถประคับประคองหรือเป็นกำลังหนุนในยามที่สามีสะดุดติดขัดได้ หากคุณนาจะแบ่งเวลาทำงานเขียนมากขึ้นโดยไม่สูญเสียรายได้ในส่วนนั้น มิ้งค์เชื่อว่าครอบครัวคุณนาก็จะไม่มองว่า…งานเขียนของคุณนาเป็นสิ่งไร้สาระค่ะ


หรือไม่คุณนาอาจลองคิดดังนี้ก็ได้นะคะ…สมมุติลูกคุณนาอยู่ในวัยเรียน แต่รักการเตะฟุตบอลมาก ๆ จนวัน ๆ เอาเวลาไปเตะฟุตบอลไม่ยอมทำการบ้าน จึงส่งผลทำให้ผลการเรียนตกต่ำ คุณนาในฐานะแม่ ก็คงจะบอกลูกว่า…แม่ไม่ว่าหนูนะหากหนูจะเตะฟุตบอล แต่หนูต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อน แล้วจะไปเตะฟุตบอล แม่ก็จะไม่ว่าอะไร



การทำงานเขียนของคุณนาก็เช่นกันค่ะ บางครั้งเวลาที่คนรอบข้างไม่เห็นด้วยกับการทำในสิ่งที่เรารัก เราก็ต้องกลับมาถามตัวเองด้วยว่าเราได้จัดสรรสิ่งสำคัญในชีวิตของเราอย่างสมดุล และเหมาะสมหรือยัง?

แต่ที่มิ้งค์เขียนมาทั้งหมด มิ้งค์ไม่อยากให้คุณนาเข้าใจผิดว่าให้คุณนาทิ้งฝัน ทิ้งสิ่งที่รักไปก่อนนะคะ จริง ๆ แล้วสิ่งที่มิ้งค์แนะนำคือให้คุณนาทำงานเขียนควบคู่กันไป โดยที่การจัดสรรเวลาให้กับงานเขียนไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งสำคัญในชีวิตของคุณนาค่ะ

มิ้งค์ยังยืนยันว่า…คุณนาเป็นคนโชคดีที่รู้ว่าตัวเองรักและชอบอะไร แต่การที่เราจะทำสิ่งที่รักได้อย่างเย็นใจ มันจะต้องมากจากการทำอย่างมีแผนการและการจัดลำดับความสำคัญให้เหมาะกับแต่ละช่วงของชีวิตค่ะ

โจทย์ชีวิตของคนแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการจึงต้องแตกต่างกัน ยิ่งถ้าเราต้องการให้คนรอบข้างสนับสนุนการทำสิ่งที่รักของเรา เราต้องพิสูจน์ตัวเองนะคะ ซึ่งการพิสูจน์ตัวเองนั้นสามารถทำได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้จากสิ่งที่รัก หรือไม่ก็เป็นการที่เราทำสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญได้ดี จนบุคคลรอบข้างรู้สึกเบาใจ



แม้ปัจจุบันนี้มิ้งค์จะมีรายได้หลักจากงานวางแผนการเงินซึ่งเป็นสิ่งที่มิ้งค์รัก แต่กว่าจะได้ทำงานนี้จนมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงชีพได้ มันผ่านหนทางของการวางแผนที่ดี การทำสิ่งสำคัญในชีวิตให้ไม่ขาดตกบกพร่อง การทำสิ่งอื่นประคับประคองในช่วงแรก จะกว่างานวางแผนการเงินจะยืนได้ด้วยขาตัวเองค่ะ

ในวันที่มิ้งค์เริ่มก้าวขาเข้าสู่เส้นทางของนักวางแผนการเงิน มิ้งค์ยังทำธุรกิจอยู่ ดังนั้นในตอนนั้นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมิ้งค์คือ…การทำธุรกิจ เราต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ไม่ขาดตกบกพร่อง แม้มิ้งค์จะแบ่งเวลาไปทำสิ่งที่รัก แต่การดำเนินธุรกิจของมิ้งค์ก็ต้องดำเนินไปได้โดยไม่สะดุดติดขัด เพราะในตอนนั้น…การทำธุรกิจไม่ได้แค่หล่อเลี้ยงชีวิตมิ้งค์ แต่ยังหล่อเลี้ยงชีวิตทีมงานมิ้งค์อีกเป็น 10 ชีวิตค่ะ ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ระหว่างวันมิ้งค์ต้องจัดสรรให้กับธุรกิจเป็นหลัก ส่วนงานวางแผนการเงินมิ้งค์ยอมแบ่งเวลาส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นตอนเช้า ตอนดึก วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ในการทำสิ่งที่รักแทน

มิ้งค์ใช้เวลากว่า 2 ปี ฝึกฝนจนกระทั่งได้เป็นนักวางแผนเต็มตัว และใช้เวลาอีก 2 ปีหลังจากนั้นกว่าจะเริ่มมีรายได้จากงานวางแผนจนสามารถดูแลตัวเองได้ หากนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นมิ้งค์ใช้เวลามากถึง 4 ปีกว่าที่จะได้มิ้งค์ทำงานวางแผนการเงินอย่างเต็มตัวค่ะ
ตลอดเส้นทางของมิ้งค์คนรอบข้างสนับสนุนมาเสมอ แต่มิ้งค์คิดไม่ออกเลยว่าบุคคลรอบข้างจะสนับสนุนมิ้งค์ได้อย่างไร หากมิ้งค์ไม่ทำสิ่งสำคัญต่าง ๆ ให้ดี ในช่วงที่ยังค่อย ๆ กรุยทางเข้าสู่เส้นทางอาชีพนักวางแผนการเงิน



มิ้งค์เคยบอกคุณนาว่า… “ถ้าเราสามารถดูแลชีวิตเราได้ และทำสิ่งที่รักควบคู่ไปด้วย คนรอบข้างจะยินดีกับคุณนาที่ได้ทำสิ่งที่รักในสักวัน” แต่ถ้าคุณนาสังเกตให้ดีในประโยคข้างต้นจะมีคำว่า…“ถ้าเราสามารถดูแลชีวิตเราได้”…ซึ่งในกรณีของคุณนาอาจหมายรวมถึงชีวิตครอบครัวของคุณนาด้วยนะคะ


แม้เราจะมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำก่อน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า…ความฝันของเราที่เคยเป็นน้ำแข็งจะต้องกลายเป็นน้ำเสมอไป แม้ว่าในบริบทชีวิตของเราตอนนี้จะยังไม่เอื้ออำนวยให้เราทำสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ในแบบที่หัวใจต้องการ แต่การจัดสรรเวลาให้เราได้ทำสิ่งที่รักอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความฝันของเราไม่ให้ละลายไปเช่นกัน

มิ้งค์ขอย้ำอีกครั้งนะคะว่า…เราทุกคนสามารถจัดสรรเวลาทำสิ่งที่รักได้ แต่ในวันนี้แม้เราอาจจะต้องทำสิ่งอื่นเพื่อประคับประคองชีวิตไปด้วย และการที่คุณนาแบ่งเวลามาทำงานเขียนอย่างสม่ำเสมอ มันก็คือการหล่อเลี้ยงความฝันของคุณนาไม่ให้มันละลายหายไป

หากคุณนาวางแผนได้ดี สั่งสมทักษะไว้ เมื่อปัจจัยต่าง ๆ เอื้ออำนวย วันนึงความฝันนี้ที่คุณนาหล่อเลี้ยงไว้จะออกดอกออกผลให้กับคุณนา โดยดอกผลนั้น อาจเป็นรายได้จากงานนี้ อาจเป็นที่พักใจในยามเหนื่อยล้า อาจเป็นกิจกรรมที่ทำแล้วอิ่มเอมหัวใจ อาจเป็นการสนับสนุนจากคนรอบข้าง หรือแม้แต่เป็นหนทางที่นำพาให้คุณนาได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ ซึ่งเป็นแรงใจให้กันก็ได้นะคะ


ดังนั้น จากคำถามของคุณนา…ที่ปรารถนาอยากมีรายได้เพิ่มด้วยการเขียน…มิ้งค์ขออนุญาตขยายความคำถามของคุณนาใหม่เป็น…เราจะทำสิ่งที่รักอย่างไรให้ยั่งยืน? …แทนนะคะ

ซึ่งหากจะให้มิ้งค์สรุป มิ้งค์ก็ขออนุญาตสรุปดังนี้ค่ะ…

การทำสิ่งที่รัก กับ การทำสิ่งที่รักเพื่อสร้างรายได้ นั้นต่างกัน เราทุกคนสามารถจัดสรรเวลาทำสิ่งที่รักได้เสมอ แต่การทำสิ่งที่รักเพื่อสร้างรายได้เราต้องทุ่มเทเวลา พลังงาน แรงกาย แรงใจและทรัพยากรในระดับที่มากกว่าการที่เราแค่ทำสิ่งที่รักเฉย ๆ เท่านั้นนะคะ เพราะการมีรายได้จากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น และถ้าเราต้องการมีรายได้จากสิ่งที่รักในระดับที่เราพอใจ เราก็ต้องมีเวลามากพอในการฝึกฝนทักษะเหล่านั้นด้วยค่ะ

ดังนั้นหากจะทำสิ่งที่รักเพื่อสร้างรายได้ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจัดสรรสิ่งสำคัญในชีวิตให้ได้อย่างเหมาะสมเสียก่อนและต้องเหลือเวลามากพอในการทำสิ่งที่รักอย่างจริงจังด้วยนะคะ หรือไม่เราก็ต้องผนวกสิ่งที่รักให้เข้ากับสิ่งสำคัญอื่น ๆ ของชีวิตให้ได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งวิธีนี้ในช่วงแรกมักต้องอาศัยเวลาที่มากด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นในช่วงแรกเราจึงจำเป็นต้องทำอย่างประคับประคองทุกสิ่งสำคัญในชีวิตด้วยการจัดสรรเวลาและทำสิ่งอื่นควบคู่ไปอย่างเหมาะสมนั่นเองค่ะ

หากคุณนาสามารถจัดสุมดลชีวิต จัดลำดับสิ่งสำคัญ และจัดสรรเวลาให้กับมิติต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบริบทชีวิต คุณนาก็จะสามารถทำสิ่งที่รักได้อย่างยั่งยืนนะคะ และที่สำคัญผู้คนรอบข้างก็จะสนับสนุน ส่งเสริม หรืออย่างน้อยก็ไม่ด้อยค่า การทำสิ่งที่รักของคุณนาด้วยนะคะ

สุดท้ายนี้มิ้งค์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า…แม้มิ้งค์จะไม่ได้แนะนำช่องทางในการหารายได้ให้กับคุณนา แต่มิ้งค์ก็หวังว่า…คุณจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากทัศนะที่มิ้งค์แบ่งปันนะคะ
มิ้งค์ขอให้คุณนา มีความสุขอย่างสมดุลกับแต่ละขณะของชีวิตและการที่คุณนามีท่านอัลลอฮฺ และ ท่านนบีอยู่ในหัวใจ คือ พรอันประเสริฐในชีวิตของคุณนาค่ะ

สวัสดีค่ะ…คุณนา ☺️
𝑺tory 𝒃y : ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต

Leave a comment