ภาวะไร้จิตไม่ได้เกิดจากการหยุดคิด…
เมื่อไม่มีความคิด ก็ไม่มีจิต ถ้าเราพยายามบังคับให้ไม่คิดความกังวลจะเกิด ทำให้ภายในเรายุ่งเหยิง ไม่สงบ
ในความเป็นจริงแม้เราจะสามารถตัวเองให้หยุดคิดได้ไม่กี่วินาที แต่จิตก็ยังคงอยู่ที่นั่น เราอาจรู้สึกนิ่งภายใน แต่นั่นยังไม่ใช่ความเงียบ ภายในความนิ่ง ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกจะยังคงมีจิตที่ถูกกดข่มไว้ทำงานต่อไป
“เราไม่มีทางหยุดจิตได้ แต่จิตจะหยุดเองตามที่ต้องการ“
การพยายามหยุด คือ การที่เราแบ่งจิตออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือนาย ที่พยายามจะฆ่าอีกส่วนหนึ่งเพียงเท่านั้น
“ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ…การเฝ้ามอง การสังเกต เพียงเท่านั้น“
อย่ามองจิตเป็นศัตรู หากเรามองเช่นนั้นเราจะต่อต้าน จิตคือกลไกที่สวยงามยิ่ง จงเฝ้ามองจึงด้วยความรัก ความเคารพ ความยินดีปรีดาอย่างลึกซึ้ง ที่ได้เห็นจิตทำงาน
จิตไม่ผิด ความคิดก็ไม่ผิด จิตและความคิดเป็นเพียงกระบวนการที่เกิดขึ้นเพียงเท่านั้น
เราควรมองจิตคิด ฝัน จินตนาการ คาดคะเน โดยการยืนอยู่ห่าง ๆ โดยไม่เข้าไปมีส่วนร่วม…
เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเริ่มเห็นช่องว่างระหว่างความคิด เมื่อความคิดหนึ่งผ่านไป แต่อีกความคิดยังไม่มา เราจะเริ่มเห็นช่องว่างระหว่างความคิด…ในช่องว่างนั้นคือภาวะจิตว่างหรือภาวะไร้จิต ที่เซาหรือเต๋าได้ว่าไว้
ในตอนแรก เราจะเห็นจิตว่างแค่เพียงชั่วขณะ ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่ครั้งและทิ้งช่วงห่างกันนานกว่าที่เราจะได้เห็นช่องว่างนั้นอีกครั้ง แต่สิ่งนี้จะทำให้เราได้เห็นว่า สมาธิ คืออะไร สมาธิ คือแอ่งเล็ก ๆ แห่งความเงียบที่เข้ามาและหายไป ถ้าเราได้สัมผัสสภาวะนี้ขอให้จงรู้ไว้ว่า…เรากำลังเดินถูกทาง
จากนั้นจงเฝ้ามอง สังเกตความคิดต่อไป เราก็จะเห็นความคิดจรมาและจรไป ณ สภาวะนี้จิตของเรายังไม่คงที่ เราจะยังคงเป็นผู้ดู ผู้สังเกต ไม่ใช่ผู้เลือก
“จงอย่าปรารถนาที่จะมีแต่ช่วงว่าง มีแต่สภาวะไร้จิต หากเราปรารถนาเช่นนั้นเรากำลังยึดติด และช่วงว่างก็จะหายไป“
ช่างว่างนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรานำตัวออกห่างแยกออกมาเป็นผู้ดูเท่านั้น ช่วงว่างที่เกิดขึ้นมันจะเกิดขึ้นเองไม่สามารถสั่งการบังคับได้
จากนั้นจงเฝ้ามอง สังเกตความคิดต่อไป ปล่อยให้ความคิดเข้ามาและออกไป ไม่ว่าความคิดจะเป็นอย่างไร คิดดี คิดไม่ดี คิดกุศล อกุศล เราห้ามไม่ได้ ทำได้แค่ดูไป เมื่อเวลาผ่านไป ช่วงว่างที่ใหญ่ขึ้นนานขึ้นจะเข้ามา บางครั้งเวลาผ่านไปหลายนาที และไม่มีความคิดเกิดขึ้นเลย ภายในเราจะเปรียบเสมือนแต่ถนนที่เงียบสงัด ไม่มีรถวิ่งผ่าน ไม่มีการจราจรเกิดขึ้น
การที่ช่วงว่างที่ยาวขึ้นเกิด จะทำให้เราเห็นสภาวะภายในเราได้ เราจะเชื่อมโยงกับภายในของเราอย่างลึกซึ้ง
“อย่ายึดติด คิดปรารถนาให้ช่วงว่างคงอยู่ตราบนานแสนนาน”
การยึดติดคืออาหารที่ทำให้จิตยังดำรงอยู่ต่อไป จงเฝ้ามองเฉย ๆ อย่างไม่ปรารถนาอะไร การทำเช่นนี้ได้จะทำให้ชั่วขณะไร้จิต ไร้ความคิด เกิดขึ้นยาวขึ้น และวันหนึ่งเราก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ
“เมื่อเรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเราต้องการคิด เราก็จะสั่งการให้เราคิด เมื่อถึงเวลาที่ไม่ต้องคิด เราก็จะสามารถถอนตัวจากความคิดได้ การทำเช่นนี้ จิตและความคิดยังอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้เรียกออกมาใช้ อุปมาเช่น การที่เราจะวิ่ง เราก็ใช้งานขา การที่เราจะนั่ง เราก็วางขาไว้อยู่เช่นนั้น แม้เราไม่ใช้งาน ขาก็ยังอยู่ที่นั่น เช่นเดียวกับการไม่ใช้ความคิด ความคิดและจิตก็ยังคงอยู่”
“การเป็นมนุษย์ เราต้องติดต่อสัมพันธ์กับผู้คน เมื่อเราต้องสื่อสาร เราต้องใช้จิต ต้องใช้ความคิด ∴ เราไม่อาจใช้ชีวิตโดยไร้ความคิดได้ แต่เมื่อเราอยู่คนเดียว อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็นต้องคิด เราก็รู้จักถอนความคิด ให้จิตได้พัก ให้ตัวเราอยู่ในสภาวะจิตว่าง“
หากเราไม่รู้ความลับนี้ จิตเราจะทำงาน 24 ชั่วโมง กลางวันเราคิด กลางคือเราฝัน ไปจนกระทั่งเราตาย การไม่มีเวลาให้จิตได้พัก จิตของเราจะเหนื่อยล้า จึงทำงานอย่างไร้คุณภาพ ดังนั้นทักษะในการใช้ความคิดและถอนความคิดจึงจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตให้มีคุณภาพ
“แท้จริงแล้วจิตเป็นกระบวนการที่สวยงามและมีศักยภาพสูงมาก จิตเก็บข้อมูลได้มหาศาล โดยใช้พื้นที่นิดนึง ทำงานเงียบ ๆ และเสื่อมสลายได้ยาก”
เมื่อวันเวลาผ่านไป ร่างกายของเราเสื่อมจะตายไป กลับสู่เถ้าธุลี แต่จิตของเรายังคงอ่อนวัย พลังของจิตยังเป็นเช่นเดิม เพียงแค่ว่า…มันเก็บสะสมอะไร สะสมสิ่งดี ก็คิดดี สะสมสิ่งชั่ว ก็คิดชั่ว
“แต่ถ้าเราใช้งานจิตอย่างถูกต้อง ยิ่งเรามีอายุมากขึ้น ศักยภาพของจิตเราจะยิ่งเพิ่มขึ้น ทำงานได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น และเมื่อเราตาย ทุกสิ่งในร่างกายทางกายภาพของเราก็พร้อมจะตาย ยกเว้นจิต“
และนี่คือคำอธิบายของการเวียนว่ายตายเกิดในโลกตะวันออก เมื่อคนตายวิญญาณออกจากร่างและเข้าไปสู่มดลูกของผู้หญิงอีกคน เพราะจิตไม่พร้อมตาย ร่างเก่าเสื่อมจึงต้องหาร่างใหม่อยู่
การเกิดใหม่คือเรื่องของจิต และเมื่อเราบรรลุภาวะไร้จิตแล้ว จึงไม่มีการเกิดใหม่ เกิดสภาวะนิพพาน ดับแต่ไม่เกิด ซึ่งสอดคล้องกับคำอธิบายเรื่องนิพพานจาก [Salmon Podcastอะตอมถึงจักรวาลในคัมภีร์พุทธ กับ รศ.ดนัย | Myth Universe EP5…]
เมื่อนั้นเราจะตายจริง ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ มีแต่วิญญาณที่เฝ้ามองเท่านั้นที่จะยังคงอยู่ และอยู่เหนือพื้นที่และเวลาใด ๆ เมื่อนั้น เราจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับการดำรงอยู่
“การแยกจะมาจากจิตที่เราไม่สามารถบังคับมันได้ ดังนั้นจงเฝ้ามองกระบวนการอันสวยงามของจิต เคลื่อนจิตไปด้วยความรัก ความเคารพอย่างลึกซึ้ง อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพียงแต่เฝ้ามอง ไม่เร่ง ไม่รีบ ปล่อยให้มันดำเนินไปตามวิถี ภาวะดับแต่ไม่เกิดหรือนิพพานจะเกิดขึ้นเองในท้ายที่สุด”
เนื้อหาข้างต้นเป็นการสรุปจากการอ่านหนังสือ “ตื่นรู้…กุญแจสู่ชีวิตสมดุล” ค่ะ…เมื่อเขียนสรุปให้กับตัวเองจบ ประโยคเดียวที่ผุดขึ้นในใจของ อิคิ ∙ 生き คือ…
“ท่าน Osho อธิบายเรื่องการทำงานของจิต การเวียนว่ายตายเกิด สภาวะนิพพาน ได้อย่างเข้าใจ เห็นภาพ และสวยงามมาก…🍃😌🍃”
นี่จึงเป็นเห็นที่ อิคิ ∙ 生き นำเนื้อหามาแบ่งปันกับเพื่อน ๆ ในเช้าวันนี้ค่ะ…หวังเป็นอย่างยิ่งว่า…เมื่อเพื่อน ๆ อ่านเนื้อหาข้างต้นจบแล้ว ความรู้สึกสงบเย็นของเนื้อหาจะแผ่ขยายสู่กลางใจ เหมือนกับที่ อิคิ ∙ 生き ได้รู้สึกนะคะ
วันนี้ อิคิ ∙ 生き ขอลาไปก่อน…แล้วพบกันใหม่นะคะ
สวัสดีค่ะ 🤍☺️
–
บันทึกโดย : ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต
ที่มาและแรงบันดาลใจ :
- หนังสือ “ตื่นรู้…กุญแจสู่ชีวิตสมดุล” – Osho
- Salmon Podcastอะตอมถึงจักรวาลในคัมภีร์พุทธ กับ รศ.ดนัย | Myth Universe


Leave a comment