ละครในใจ

ไม่ว่าเราจะข่มใจไม่ให้โลภ โกรธ หลงมาเพียงใด เราก็ยังคงโลภ โกรธ หลงอยู่ร่ำไป นั่นเป็นเพราะ…ใจที่โลภ โกรธ หลงนั้น…ไม่สามารถควบคุมได้

สิ่งเดียวที่ทำได้คือ…ตระหนักรู้ ดูใจตน…เมื่อโกรธก็ให้รู้ว่าโกรธ เมื่ออยากได้ก็ให้รู้ว่าอยากได้ เมื่อเสียใจก็ให้รู้ว่าเสียใจ เมื่อไม่ชอบใจจงยอมรับว่าไม่ชอบใจ…ดูไป รู้ไป ยอมรับ ไม่ผลักใส

จากประสบการณ์ส่วนตัว…เมื่อก่อนเวลาที่ อิคิ ∙ 生き ไม่ชอบอะไร ไม่ชอบคำพูดใคร ไม่ชอบการกระทำใคร สิ่งที่เรามักทำโดยอัตโนมัติคือ…ถ้าเราไม่ปกป้องตนเอง ออกปากแก้ตัว ถกเถียง อธิบายให้คนอื่นเข้าใจ เราก็จะฝืนยิ้ม ปิดบังความรู้สึก แกล้งทำเป็น OK

เมื่อไม่นานนี้ อิคิ ∙ 生き ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นภายในใจค่ะ เมื่อคนสนิทพูดกระเซ้าเย้าแย่ในบางสิ่งที่เราไม่ชอบ ปกติเราจะโพล่งบางสิ่งบางอย่างสวนออกไป แต่วันนั้นภายในเราเห็นความไม่ชอบใจ เราจึงใช้ตาในดูความไม่ชอบนั้น ส่วนการกระทำภายนอกคือ…การนิ่ง ไม่พูดอะไร

ไม่กี่นาทีต่อมา…เมื่อผู้กระเซ้าเริ่มสังเกตได้ว่าเราเงียบไป

เขาจึงหันมาถามว่า…เธอเป็นอะไรทำไมจึงเงียบไป❓

อิคิ ∙ 生き จึงตอบไปด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า… “อือ…เราไม่ชอบให้แหย่แบบนั้น❓”

ผลคือ…ผู้กระเซ้าหยุดกริยาหยอกเย้า…แล้วเราสองก็หันไปสนทนาเรื่องอื่นกันอย่างปกติ

เหตุการณ์ข้างต้นทำให้ อิคิ ∙ 生き เรียนรู้ว่า…ถ้าไม่ชอบอะไร ก็แค่ยอมรับจากใจว่าไม่ชอบ และ เฝ้าดู สังเกตการณ์ความไม่ชอบที่บังเกิดภายในจิตใจไป ไม่พูด ไม่เถียง ไม่แสดง ไม่ปกป้องตน หรือ แม้กระทั่งไม่แกล้งฝืนตัวตนว่าเรา OK

นับแต่นั้นเป็นต้นมา…เมื่อความไม่ชอบ ไม่พอใจเกิดขึ้นในจิต…หาก อิคิ ∙ 生き รู้ทัน ก็จะเปิดตาในมองความไม่พอใจไป อยู่กับความไม่พอใจภายในของตัวเอง เพียงดูเฉย ๆ ไม่พอใจคือไม่พอใจ ดูความโกรธภายในของเราไป ดูไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ความไม่พอใจก็จะอ่อนแรงและหลบไปหลังฉากด้วยตนเอง

ที่ อิคิ ∙ 生き ใช้ว่าหลบไปหลังฉากเพราะ…ความไม่พอใจนั้นไม่ได้หายไป เพียงแค่มันหมดคิวแสดง ในอนาคตหากมีเหตุ เกิดสถานการณ์กระตุ้น เจ้าความไม่พอใจที่อยู่หลังฉากก็จะออกมาแสดงใหม่ เมื่อมันออกมาแสดง เราก็แค่ดูมันแสดงไป การเฝ้าดูโดยไม่ตีโพยตีพาย เราจึงเป็นเพียงผู้ดู ไม่ใช่ผู้แสดง ด้วยเหตุนี้ตัวเราจึงแยกออกจากความไม่พอใจได้ เมื่อเราปล่อยความไม่พอใจแสดงไปคนเดียว สักพักมันก็จะอ่อนแรงลงเอง

ในทางกลับกัน ถ้าเราปล่อยให้ความไม่พอใจสิงใจเรา เราก็ยิ่งป้องกันตน เริ่มถกเริ่มเถียง เริ่มอธิบาย บทสนทนาแห่งความไม่พอใจก็ถูกโยนกลับไปกลับมาระหว่างเราเขา หรือถ้าไม่ถกไม่เถียง เราก็ยิ่งเก็บ ยิ่งกด ยิ่งเก็บ ยิ่งโกรธ แม้ไม่แสดงออกมา แต่ภายในจิตใจ เรากลับฝังประทับความไม่พอใจให้ติดแน่นทนนาน จนเรากลายเป็นความไม่พอใจ ความไม่พอใจก็เป็นเรา ทั้ง ๆ ที่เราและมันเป็นคนละสิ่ง แต่เรากลับเอาเชือกในใจ ผูกเรากับมันเสียแน่นจนกลายเป็นข้าวต้มมัด แยกจากกันไม่ออก

ดังนั้นแต่นี้…เมื่อเกิดความไม่ชอบทางใจ ก็เพียงยอมรับว่า…เรากำลังไม่ชอบใจ และ ดูมันแสดงจนเหนื่อล้าและหลบไปหลังม่านการแสดงด้วยตัวมันเอง

ต่อไปนี้เวลาไม่ชอบใจ เราก็ได้แต่บอกเองในใจว่า…ไม่ชอบ คือ ไม่ชอบ ก็ไม่ชอบแล้วจะทำไม ดูมันแสดงไป เมื่อหมดแรงเจ้าความไม่พอใจมันก็จะหลบไปพักหลังฉากด้วยตัวเอง

ตัวเรานั้นเกิดมาพร้อมกับใจที่โลภ โกรธ หลง ไม่ว่าเราจะผลักไสไล่ส่งมันแค่ไหน มันก็ยังอยู่ค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจว่า…แม้จะอยู่ที่เดียวกัน แต่เรากับมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ตัวเราเป็นเพียงโรงละครใหญ่ ที่ให้พื้นที่พวกมันแสดงเท่านั้น พลังของตัวละครเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราอนุญาตให้มันสิงใจเราค่ะ แต่ถ้าเราให้มันแสดงแบบแห้ง ๆ โดยไร้จิตวิญญาณของเรา พอมันแสงไปสักพัก เดี๋ยวพลังมันจะลดลงเอง เมื่อเราทำแบบนี้ได้บ่อย ๆ บทบาทของความโลภ โกรธ หลงในชีวิตของเราก็จะลดลงไปทีละเล็กทีละน้อย

ดังนั้น…อย่าเอาตัวเองไปเป็นสิ่งเดียวกับปัญหา หากเรา “ไม่ปล่อย” ให้ปัญหาสิงใจ เราก็จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราจะเป็นเพียงผู้รู้ ผู้ดู ฝึกไปเรื่อย ๆ บทบาทของปัญหาจะน้อยลง ความเข้มแข็งของมันจะอ่อนแรงลง นานวันเข้า…แม้ปัญหาเกิด แต่ทุกข์ในใจไม่เกิด แต่การที่ทุกข์ในใจไม่เกิด ไม่ได้หมายความว่าปัญหาไม่เกิด เพียงแต่ตัวเราไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกับปัญหา…มันก็เท่านั้นเอง

𝑺tory 𝒃y : ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต

ที่มาและแรงบันดาลใจ : หนังสือ…ตื่นรู้…กุญแจสู่ชีวิตสมดุล – Osho

Leave a comment