วาจาคือ…ปลายทาง ต้นทางคือ…ความคิด เพราะสำรวมวาจา… เราจึงสำรวมความคิด

เรื่องบางเรื่อง…
พูดยากจนไม่รู้จะบอกอีกฝ่ายอย่างไร❓

เรื่องบางเรื่อง…
ลำบากใจจนพูดไม่ออก

เรื่องบางเรื่อง…
สำคัญจนถ้าพูดไม่ดี อาจทำให้ทุกอย่างพังทลาย

3 ประโยคข้างต้นคือ…
ข้อความที่ปรากฏบนปกหลัง ของหนังสือ Crucial Conversations ค่ะ และเมื่อผู้คนประสบกับสถานการณ์เหล่านี้…

บางคน…
เลือกที่จะเงียบ เอาแต่อัดอั้น เก็บงำความรู้สึก รอระเบิดในสักวัน

บางคน…
เลือกที่จะพูดแบบอ้อม ๆ แต่ในใจหวังให้เขาเข้าใจ เมื่อพูดอ้อมเขาก็ไม่เข้าใจ เราก็ได้แต่หงุดหงิดรำคาญใจ เวลาพูดคุยจึงได้เอื้อนเอย เป็นถ้อยคำถากถาง กระแนะกระแหน กันไปทุกเมื่อเชื่อวัน

บางคน…
เลือกที่จะพูดออกไปตรง ๆ แต่ท้ายที่สุดนำไปสู่ การสนทนาที่ท่วมท้นด้วยอารมณ์ ความสัมพันธ์แตกหักในเวลาไม่นาน

ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนใน 3 วิธีข้างต้น ย่อมนำพาเราไปสู่…การลดระดับความสัมพันธ์ทั้งสิ้น เมื่อความสัมพันธ์ลดระดับ คุณภาพและความสุขในการใช้ชีวิต จึงถูกลดระดับลงไปด้วย


เรามักจะผิดพลาดแทบทุกครั้ง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

เมื่อเช้านี้ อิคิ ∙ 生き ได้มีโอกาส ฟังการสนทนาธรรมระหว่าง… พระอาจารย์ชยสาโร และ คุณคริสโตเฟอร์ ไรท์ ผ่านทางรายการ “วาทะ พระทอล์ก”

หนึ่งคำถามที่คุณคริสถามพระอาจารย์ คือ ศีลข้อ 4 ของทางพุทธที่บอกว่า… ห้ามพูดปด

แล้วเราจะทำอย่างไร หากภรรยาตั้งใจทำอาหารสุดฝีมือ ให้กับเรา แต่มันไม่ได้อร่อยขนาดนั้น เราจะพูดปดเพื่อให้ภรรยาของเรา รู้สึกดีได้หรือไม่❓

พระอาจารย์ตอบดังนี้ค่ะ…
โกหกคือโกหก ไม่ว่าจะโกหกนั้น จะทำเพื่อให้ผู้คนรู้สึกดี มันก็ยังเป็นการโกหกอยู่ดี

ดังนั้นการจะรักษาศีลข้อ 4 ให้ได้ ต้องใช้ปัญญา ต้องสร้างสรรค์ คำถามสำคัญคือ…เราจะทำอย่างไร ที่ไม่พูดปดและไม่ทำร้ายจิตใจผู้คนด้วยเช่นกัน

เมื่อได้ฟังเช่นนั้น… อิคิ ∙ 生き ก็ได้แต่คิดว่า ถ้าเราเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันกับคุณคริสเราจะทำอย่างไร❓

เมื่อได้ซ้อมคิด อิคิ ∙ 生き ก็ได้คำตอบว่า… ถ้าเรามีโอกาสเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เราจะบอกว่า… ไม่มีรสชาติไหนอร่อยเท่า รสชาติแห่งความตั้งใจ แค่รู้ว่าเธอตั้งใจทำ แค่นี้สำหรับฉันก็อร่อยมากแล้ว ฝึกทำบ่อย ๆ นะ เดี๋ยวก็เก่งขึ้นเอง

แต่ในความเป็นจริง การซ้อมคิด ซ้อมพูด นั้นแตกต่างจากการเผชิญหน้ากับสถานการณ์เฉพาะหน้าเป็นอย่างมาก

หนังสือเล่มนี้กล่าวเสมอว่า… เรามักจะผิดพลาดแทบทุกครั้ง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด สติเรามักไม่ทัน เราจึงมัก… กล่าววาจาที่ไม่ควรพูด ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่บ่อยครั้ง

ดังนั้นวิธีเดียวที่เราจะพัฒนาทักษะนี้ได้ก็คือ… เราต้องฝึกบ่อย ๆ ถ้าพลาดก็เริ่มใหม่ ทำใหม่ เอาใหม่ ทำไปเรื่อย ๆ จนมันติดเป็นนิสัย จนกระทั่งเมื่อเราต้องเผชิญหน้า กับสถานการณ์ที่อ่อนไหวต่อความรู้สึก เราจะตอบสนองได้ในทางที่ถูกที่ควรโดยอัตโนมัติ


ทำไมทักษะสื่อสารจึงสำคัญ❓

อิคิ ∙ 生き คิดว่า… หนังสือ Crucial Conversations หรือในชื่อภาษาไทยที่ว่า ”เรื่องสำคัญต้องพูดเป็น” เป็นหนังสือสำหรับมนุษย์ที่… อยากมีความสุขในชีวิตต้องอ่านค่ะ

แม้จะเป็นหนังสือที่ แนะนำเรื่องการสนทนา แต่สำหรับ อิคิ ∙ 生き มันคือ…การสำรวมวาจาค่ะ วาจาคือ…ปลายทาง ต้นทางคือ…ความคิด เพราะสำรวมวาจา… เราจึงสำรวมความคิด

เราไม่สามารถปฏิเสธ ได้เลยนะคะว่า… สุขทุกข์ในชีวิตของเรานั้น เป็นผลมาจากคุณภาพ ของการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน

ดังนั้นเมื่อทักษะการสนทนางอกเงย ความสัมพันธ์จึงงอกงาม ชีวิตจึงเบิกบาน เพราะห้อมล้อม ด้วยการสนทนาที่มีความหมาย กับผู้คนรอบกายที่มีความหมาย

ด้วยเหตุนี้ทักษะการสื่อสารจึงสำคัญยิ่งค่ะ


เรารู้ทุกอย่าง…แต่หลายครั้งเราทำไม่ได้สักอย่าง

เราทุกคนทราบดีนะคะว่า… วาจาต้องสำรวม ในเวลาพูดคุย ต้องดำเนินด้วยสติ สื่อสารด้วยเหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ ไม่เก็บงำความคิด มองปัญหาอย่างเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียว เราควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองมองปัญหาในมุมมองของอีกฝ่ายดู และพิจารณาตนเองให้มาก

แต่คำถามสำคัญก็คือ… จะมีสักกี่คนที่เผชิญหน้ากับการสนทนา ที่ไม่คาดคิด แล้วสามารถสำรวมวาจา สำรวมความคิดได้อย่างใจคิด❓

เราทุกคนรู้ว่า…ต้องทำอย่างไร ต้องสื่อสารเช่นไร ต้องเป็นคนที่ใช้ได้อย่างไร แต่เมื่อเผชิญหน้ากับบททดสอบ เรากลับล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า

จากบทสนทนาที่เริ่มต้นด้วยความไม่มีอะไร แต่กลับลงท้ายด้วยความขุ่นข้องหมองใจ

จากบทสนทนากับคนที่หงุดหงิดใจ ที่เราควรกล่าววาจาปลอบประโลมใจ แต่กลับลงท้ายด้วยการเผลอพูดวาจาสุมไฟ ผลลัพธ์ที่ได้รับคือ…การสื่อสารที่พังทลาย ความสัมพันธ์ที่แตกสลาย

เมื่อเวลาผ่านไป คำถามที่มักผุดขึ้นในใจ ก็คือ…ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะไม่พูดเช่นนั้น ไม่ทำอย่างนั้น เราจะกล่าวขอโทษ เราจะไม่จี้ใจดำ เราจะไม่เถียงอย่างเอาเป็นเอาตาย

แต่หลายครั้งที่เรา… เผชิญหน้ากับบทสนทนาเช่นนั้น เรากลับไม่ทันความคิด ไม่ทันวาจา ไม่ทันควบคุมพฤติกรรม

คำถามคือแล้วเราจะเป็น คนที่ (มีทักษะการสนทนาที่…) ดีได้อย่างไร❓

ทักษะการสื่อสาร ก็เช่นเดียวกับอีกหลายทักษะค่ะ เมื่อเราเผชิญหน้ากับการสนทนาที่ไม่คาดคิด เราจะไม่มีทางควบคุมตัวเองได้ดี ถ้าเราไม่ฝึกทักษะเหล่านี้จนเป็นนิสัย…

เรารู้ว่า…
เราต้องวางความคิดของเราลง แต่กี่ครั้งที่เราวางมันลง และเปิดใจฟังความคิดคนตรงหน้าจริง ๆ

เรารู้ว่า…
เราต้องไม่ตัดสินความคิดใคร ทุกคนมีประสบการณ์ มีภูมิหลัง มีพื้นฐานชีวิต มีความคิดความเชื่อต่างกัน แต่กี่ครั้งที่เราเผลอตัดสินเขาในใจ จนท้ายที่สุดความคิดนั้นซึมผ่านออกมา เป็นคำพูดและการกระทำ

เรารู้ว่า…
เราต้องฟังมากกว่าพูด แต่กี่ครั้งที่เราหยุดตัวเองไม่ได้ ที่จะพูดอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ความคิดเรานั้นดีที่สุด ถูกต้องที่สุด

เรารู้ว่า…
คนสำคัญที่เราต้องพิจารณา ปรับปรุงตนมากที่สุด ก็คือตัวเราเอง แต่กี่ครั้งที่ในใจเรากลับ เอาแต่โทษคนตรงหน้า ถ้าเขาไม่พูดอย่างนั้น เราก็คงไม่โกรธ ถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้น เราก็คงไม่รู้สึกแย่

เรารู้ว่า…
ถ้าเราพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมออกไป เราควรกล่าวขอโทษให้เร็ว แต่ทำไมเวลาต้องพูดคำ ๆ นี้ ปากเรากลับหนัก พูดไม่ออก บอกไม่ถูก

เช่นกัน เรารู้ว่า…
เวลาที่เรารักและปรารถนาดีกลับใคร เราต้องบอกให้เขารู้ ทำให้เขาสัมผัสได้ แต่ทำไมเวลาสื่อสาร เรากลับปากแข็ง และทำสิ่งที่ตรงกันข้าม


เราต้องรู้ว่า…เราต้องปรับปรุงอะไร

อีกครั้งนะคะ การปรับปรุงนิสัยสื่อสาร ก็เหมือนการฝึกนิสัยทุกเรื่องค่ะ เราจะพัฒนาได้ ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าเราต้องพัฒนา ดังนั้นสิ่งเราที่เราต้องรู้ก็คือ… เราต้องรู้ว่า…เราต้องปรับปรุงอะไร

เมื่อเขียนมาถึงจุดนี้ ทำให้ อิคิ ∙ 生き คิดถึงถ้อยคำของคุณพศิน อินทรวงค์ ที่ว่า…

”เราทุกคนต้องระบุกิเลสของตัวเองให้ชัดเจน หามันให้เจอ ดูมันให้ดี เขียนมันออกมาตรง ๆ อย่าให้มันซ่อน แทรก สิง”

วิธีคือ…
เราต้องพิจารณาตัวเองด้วยความเป็นกลาง ค้นหากิเลสที่ขับเคลื่อน อยู่เบื้องหลังชีวิตของเราให้พบ เขียนออกมาให้ชัด ให้ตรงประเด็น ไม่ใช่เขียนให้ดูดี ไม่หาข้อแก้ตัวให้กับกิเลสของตัวเอง

หากเป็นกิเลสตัวที่ใช่จริง ๆ เมื่อเราเขียนแล้ว เราจะมีความรู้สึกละอายในใจ หรือยากที่จะยอมรับว่าเรามีกิเลสตัวนี้

ตัวอย่างเช่น…

  • เราชอบจี้จุดอ่อนคน ให้บอกว่า… เพราะเราอยากดูเหนือกว่า ไม่ใช่บอกว่ามันเป็นการสร้าง ความสนุกขบขันในวงสนทนา
  • เราใจร้อน ก็ยอมรับว่าใจร้อน ไม่ใช่บอกว่า คนอื่นช้า ไม่ทันใจ
  • เรายอมรับไม่ได้ว่าความคิดของเราไม่ดี ความคิดของคนอื่นดีกว่า ก็ให้บอกว่า… เราเป็นคนยึดมั่นในความคิดตน ไม่ใช่บอกว่า… เราพยายามบอกข้อดีของความคิดเรา เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูก สิ่งที่ควรจะเป็น มันเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะคิดมุมไหนก็ดีกว่า แต่เราลืมไปว่า…เราแค่คิดในมุมของเรา

การที่เราแค่ยอมรับจากใจว่า… เรามีนิสัยไม่ดีอย่างไร เพียงเท่านี้ ก็ทำให้เราได้เริ่มออกเดินทาง บนเส้นทางแห่งการพัฒนาตนแล้วค่ะ

จากนั้นระหว่างการใช้ชีวิต ขอให้เราถามตัวเองบ่อย ๆ พิจารณาตนเป็นระยะว่า… เราอยู่ในเส้นทางที่ถูกที่ควรอยู่หรือไม่ หรือเรากำลังออกนอกลู่นอกทาง กำลังเดินกลับไปบนเส้นทางแห่งความเคยชิน

คำถามง่าย ๆ ที่หนังสือแนะนำคือ…

  • เรา OK อยู่ไหม❓
  • เรากำลังพูดจาหรือแสดงพฤติกรรม ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุอยู่หรือเปล่า❓
  • นี่เรากำลังไม่ฟังเขาและ เอาแต่พูดอยู่ใช่หรือไม่❓
  • หรือเรากำลังเอาแต่โน้มน้าว ให้คนตรงหน้าเชื่อความคิดของเราหรือเปล่า❓
  • หรือว่าเรากำลังกดเก็บ เก็บงำความคิดอยู่ใช่ไหม❓

แรก ๆ เป็นเรื่องปกติค่ะ ที่เราจะ กล่าววาจา และ แสดงพฤติกรรม ตามนิสัย ตามความเคยชินของเรา

ช่วงแรกความคิดของเราจะมาช้า กว่าความเคยชินเสมอ แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ… ถ้าเราเผลอทำอะไรตามความเคยชินออกไป การพิจารณาตัวเองบ่อย ๆ จะทำให้เราได้รู้ตัว และเมื่อรู้ตัว เราต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไข

ตัวอย่างเช่น…

  • บอกข้อเสียของเราให้คนตรงหน้ารู้ บอกเขาว่าถ้าเราเผลอก็เตือนเราหน่อยนะ เวลาเค้าเตือน แรก ๆ เราอาจฉุนเฉียว เพราะมันเป็นความจริงที่น่าปวดใจ ซึ่งเราไม่อยากยอมรับ แต่ก็ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าเรากำลังอยู่บน เส้นทางแห่งการพัฒนาตนอยู่นะ ลองฟังสิ่งที่เขาพูดดูหน่อย
  • เราควรกลับไปกล่าวขอโทษเมื่อคิดได้ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะล่วงเลยไปนาน แค่ไหนแล้วก็ตาม แต่ อิคิ ∙ 生き แนะนำให้ตามไปขอโทษค่ะ
  • ให้บอกที่มาที่ไปว่า…ทำไมเราถึงพูดแบบนั้น จริง ๆ แล้วเราคิดอะไร อยากให้ความสัมพันธ์ พัฒนาแบบไหน ไปในทิศทางใด แต่การที่เราจะทำเช่นนี้ได้ เราต้องผ่านการพูดคุยและใคร่ครวญกับตัวเองมาเป็นอย่างดีนะคะ

การตามรู้พฤติกรรมอันไม่ถูกไม่ควรของตัวเอง และการที่เราหมั่นตามไปแก้ไข จะทำให้เราค่อย ๆ สั่งสมนิสัยใหม่ ที่ดีขึ้นไปครั้งละเล็ก ครั้งละน้อย

จะผิดพลาดบ่อยแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ยิ่งผิดพลาดบ่อย ก็ยิ่งทำให้เราได้ตามไปแก้ไขค่ะ

แรก ๆ อาจต้องตามไปขอโทษบ่อย นานวันเข้า นานวันเข้า จากที่เป็นคนพูดไม่คิด เราจะกลายเป็นคนคิดก่อนพูด คิดก่อนทำ ได้ดีขึ้นเองค่ะ

แต่ถ้าเราปล่อยตัวเองไปวันแล้ววันเล่า ไม่พิจารณาตัว หรือ แม้จะพิจารณาตัวแล้ว เมื่อพบสิ่งผิดเรา เราไม่ได้ตามไปแก้ไข หากเป็นเช่นนี้ถ้าเราไม่… สะสมความรู้สึกผิดไว้ในใจ เราก็จะปล่อยตัวปล่อยใจ ไหลไปตามนิสัยเดิมวันแล้ววันเล่า จนไม่ได้ปรับปรุงพัฒนาใด ๆ


เส้นทางสู่การกระทำ

เครื่องมือจากหนังสือ Crucial Conversation ที่เราสามารถนำไปใช้เพื่อการพิจารณาตัวเอง ก็คือ…เครื่องมือที่ชื่อว่า…“เส้นทางสู่การกระทำ”

หนังสือกล่าวว่า…คำพูดและกระทำของเรา ก่อกำเนิดจาก การที่เราเห็นหรือได้ยินบางอย่าง จากนั้นเราก็นำสิ่งที่เห็นและได้ยินไปประมวล ปรุงแต่งเรื่องราวต่าง ๆ จากแง่มุมของเรา ส่งผลให้เกิดความรู้สึก สุดท้ายนำไปสู่คำพูดและการกระทำ

ซึ่งขั้นตอนที่ได้กล่าวไปข้างต้นตั้งแต่ เห็น/ได้ยิน → แต่งเรื่อง → รู้สึก → กระทำ นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ๆ หลายครั้งแค่มันเป็นเวลา แค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นค่ะ

ดังนั้นหากเราไม่ได้คิดพิจารณาให้ดี เราจะไม่ทันเห็นตัวเองว่า… เราปรุงแต่งอะไร รู้สึกอย่าง จะมารู้ตัวอีกที ก็ได้พูด ได้ทำอะไร ที่ไม่เหมาะสมไปแล้ว

หนังสือจึงแนะนำให้ระหว่างที่เราสื่อสาร เราควรพิจารณาเส้นทางสู่การกระทำของเรา ให้ถามตัวเองบ่อย ๆ ว่า…

  • ตอนนี้เรารู้สึกอะไร❓
  • ที่เรารู้สึกเช่นนี้เพราะ… เราตีความสิ่งที่เห็นและได้ยินอย่างไร❓
  • ขณะนี้เรากำลังปรุงแต่งเรื่องราวอะไร ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงอยู่หรือไม่❓เช่น…
    • เรากำลังมองว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ แต่เพียงฝ่ายเดียวหรือเปล่า❓
    • เรากำลังมองสิ่งว่าต่าง ๆ ที่คู่สนทนาพูดและทำ มันร้ายเกินกว่าความเป็นจริงไปหรือไม่❓
    • เรากำลังมองว่าเราไม่มีทางเลือก ถูกบีบบังคับให้ต้องพูดต้องทำเช่นนั้นอยู่หรือไม่❓

ซึ่งหลักการนี้ อิคิ ∙ 生き คิดว่า… ตรงกับการพิจารณาขันธ์ 5 ของชาวพุทธค่ะ

หากท่านใดสนใจประเด็นนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ”ทักษะสื่อสาร…สำรวมวาจา…สติมา…ชีวิตดี” ตาม LINK นี้ได้นะคะ https://ikialive.com/2024/04/26/ทักษะสื่อสารสำรวมวาจา/


ความคิดของเราเป็นเพียงหนึ่งความคิด

เมื่อเราพิจารณาเส้นทางสู่การกระทำของเราได้ดี เราจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร

เมื่อพิจารณาเราก็จะรู้ได้ว่า… จากการสนทนา คำพูดและการกระทำของเรา ที่กำลังแสดงออกนั้น มันสอดคล้องกับ ความตั้งใจอันดีของเราที่ต้องการ ยกระดับความสัมพันธ์อยู่หรือไม่❓

การได้ครุ่นคิดพิจารณาตน จะทำให้เราพูดอย่างใคร่ครวญ กระทำอย่างครุ่นคิด ส่งผลให้เรา สื่อสารได้อย่างมีเหตุผล เป็นกลาง ไม่เพ่งโทษ ไม่ตัดสิน ไม่เก็บงำความคิด ไม่เผลอใช้อารมณ์ที่เกิดกว่าเหตุ

และเมื่อเราพิจารณาตัวเองแล้ว หนังสือยังกล่าวอีกว่า… เราก็ต้องใส่ใจคู่สนทนาตรงหน้า ของเราอย่างแท้จริงด้วยค่ะ

แม้เราจะต้องฟังด้วยหู แต่เราก็ต้อง สัมผัสความรู้สึกของเขาด้วยหัวใจนะคะ เราต้องใส่ใจในความรู้สึกของเขาอยู่เสมอ ว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร เขารู้สึกอุ่นใจหรือไม่ ที่จะสื่อสารหรือแสดงความคิดเห็น

เราควรพยายามสืบย้อนกลับไป ในเส้นทางของการกระทำของเขาเช่นกัน พิจารณาดูว่าสิ่งที่เขากำลังพูด กำลังทำ นั้นมีที่มาจากการที่เขาได้ยินอะไร คิดเช่นไรและรู้สึกอย่างไร

เมื่อเราชะลอตนให้ช้าลง ด้วยการพิจารณาตนและคนตรงหน้า สัญชาตญาณของเราจะทำให้เรา สื่อสารอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลได้มากขึ้น เข้าใจคนตรงหน้ามากขึ้น เข้าใจเป้าประสงค์ของตัวเองยิ่งขึ้น การทำเช่นนี้จะส่งผลให้ การสนทนายกระดับ ความสัมพันธ์ยกระดับ สุดท้ายจึงนำไปสู่ชีวิตที่ยกระดับ

และที่สำคัญ… หากเรามองว่าทุกการสนทนาคือ… การแลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งความคิดของเราเป็นเพียงหนึ่งความคิด ที่มีโอกาสที่จะเป็นประโยชน์ ส่วนความคิดผู้อื่นก็อาจมีประโยชน์ ที่เราคาดไม่ถึงหรือมองข้ามเช่นกัน

การมีวิธีคิดเช่นนี้จะทำให้เรามีมั่นใจ ที่จะสื่อสารความคิดตัวเองและ เปิดใจรับฟังคู่สนทนามากขึ้นไปพร้อม ๆ กัน


เรื่องทุกเรื่องสามารถสื่อสารได้

สำหรับ อิคิ ∙ 生き เรื่องทุกเรื่องสามารถสื่อสารได้

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาว่าเราจะพูดอะไร แต่สิ่งสำคัญคือ…ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ถึง ความปรารถนาดีและความจริงใจ ในการสื่อสารของเราได้หรือไม่❓

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความเห็นพ้อง หรือความเห็นต่าง

ไม่ว่าจะเป็นคำชื่นชม หรือความจริงที่น่าปวดใจ

หากเราคิดพิจารณาให้ดีก่อนสื่อสาร คิดก่อนพูด สื่อสารด้วยเหตุผล ชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้ถ้อยคำที่ยกความคิดตน ไม่ดูแคลนหรือกดข่มความคิดผู้อื่น ถ้าเราสื่อสารความเห็นที่ผ่านการใคร่ครวญ อย่างตรงไปตรงมา อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน เรื่องทุกเรื่องจะสื่อสารได้ค่ะ


”อ่อนน้อมถ่อมตน” ไม่ใช่ ”โอนอ่อนผ่อนตาม”

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ… เราต้องไม่สับสนระหว่าง… ”ความอ่อนน้อมถ่อมตน” กับ ”การโอนอ่อนผ่อนตาม” นะคะ สองสิ่งนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

การโอนอ่อนผ่อนตาม คือ…
การที่เราไม่เป็นตัวของตัวเอง โอนอ่อน เพื่อปลอบประโลมอารมณ์อีกฝ่าย แต่ภายในเรากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น นานวันเข้าเราจะกลับกลายเป็น ผู้เก็บงำความรู้สึกที่รอวันปะทุเพียงเท่านั้น

ในขณะที่ ความอ่อนน้อมถ่อมตน คือ…
การที่เราได้ใคร่ครวญความคิดของเรา เป็นอย่างดีแล้ว มันเป็นการที่เรา รู้เต็มหัวใจว่าเราต้องการอะไร มันคือ การที่เรารู้ว่าสิ่งที่เราคิดมีโอกาส ที่จะเป็นหนึ่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์

จากนั้นเราก็สื่อสารบนพื้นฐานของเหตุผล ข้อเท็จจริง โดยไม่ใช้อารมณ์ สื่อสารด้วยความสุภาพ ให้เกียรติคู่สนทนา รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้คู่สนทนา ได้แสดงความคิดเห็น โดยที่เราก็เชื่อว่า… ความคิดของเขาก็อาจเป็นประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น อิคิ ∙ 生き ขอเน้นย้ำตรงนี้อีกครั้งนะคะว่า… ”อ่อนน้อมถ่อมตน” ไม่ใช่ ”โอนอ่อนผ่อนตาม” ค่ะ

หลายครั้งที่…ถ้อยคำถูกใจนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์เสมอไป ส่วนถ้อยคำที่ไม่ถูกใจก็สามารถ เป็นประโยชน์ได้ หากเรามีความสามารถ ในการสื่อสารให้ผู้รับสารได้สัมผัสถึง ความจริงใจ ความปรารถนาดี ความสุภาพ อ่อนน้อม การให้เกียรติ การยอมรับและไม่ตัดสินคู่สนทนาค่ะ


ทักษะที่ปรารถนา

ปัจจุบันทักษะที่ อิคิ ∙ 生き ใฝ่ฝัน และปรารถนาที่จะมีติดเนื้อ ติดตัว ติดกระดูก ก็คือทักษะการสำรวมวาจา นี่แหละค่ะ

สำหรับ อิคิ ∙ 生き แล้ว… วาจาคือ…ปลายทาง ต้นทางคือ…ความคิด เพราะฉะนั้นการสำรวมวาจา จึงมีที่มาจากการสำรวมความคิด

ชีวิตคนเราจะดีหรือไม่ดี สงบหรือว้าวุ่น เยือกเย็นหรือรุ่มร้อน หลักใหญ่ใจความไม่ได้ขึ้นกับคนอื่น ไม่ได้อยู่สถานการณ์ที่เราประสบ เราทุกคนล้วนมีโอกาสพบปะผู้คนหลากหลาย เราทุกคนล้วนมีโอกาสเผชิญหน้ากับ สถานการณ์สุข ทุกข์ ผสมปนเปกันไป

เราแต่ละคนล้วนมีความสุขทุกข์ ในชีวิตแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น สุขทุกข์ในชีวิตของเราจึงขึ้นอยู่กับ คำพูดและการกระทำของเรา ที่เป็นผลลัพธ์มาจากการ มีสติรู้ทันความคิดอยู่มากค่ะ

ดังที่หนังสือกล่าวว่า… เครื่องมือ หลักการต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นทักษะที่ใช้ควบคุมตนเอง ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือที่นำไป บงการหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใคร

ทักษะสื่อสารเป็นทักษะและเครื่องมือ สำหรับการจัดการความคิด วาจา และพฤติกรรมของตัวเราเองค่ะ


ให้โอกาสตัวเองได้ฝึกบ่อย ๆ เราทุกคน ล้วนเป็น…มนุษย์ที่ “ไม่” สมบูรณ์แบบ

เรามาหมั่นฝึกฝนให้เป็นคนที่ คิดดี พูดดี ทำดี จนเป็นนิสัยกันนะคะ

สำหรับ อิคิ ∙ 生き มันไม่ง่ายเลย ทุกวันนี้หลาย ๆ ครั้งไม่ทันความคิดค่ะ เผลอคิดแย่ พูดแย่ ทำแย่อยู่บ่อย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเราทุกคน ล้วนเป็น…มนุษย์ที่ “ไม่” สมบูรณ์แบบ

อย่างน้อย การที่เรามุ่งมั่นที่จะเป็นคนที่ คิดดีกว่าเดิม ก็ช่วยให้เราได้ตั้งหลักก่อน การสนทนา

ดังนั้นก่อนสนทนาทุกครั้ง หากมีสติ ก็จงตั้งหลัก ตั้งใจ เปิดใจ

แต่ถ้าสนทนาไปแล้วไม่ทันความคิด เผลอคิดแย่ พูดแย่ ทำแย่ เมื่อรู้ตัวก็กลับไปแก้ไข กลับไปขอโทษ กลับไปอธิบาย ถ้าพลาดก็เพียงแค่แก้กันไป อย่าปล่อยผ่านเท่านันก็พอค่ะ

อิคิ ∙ 生き เชื่อว่า…การเดินบนหนทางนี้ จะทำให้เราเป็นค่อย ๆ เป็นคนที่ดีขึ้น ปวันละเล็กละน้อย

ให้อภัยตัวเองบ่อย ๆ นะคะ จะบ่อยกี่ครั้งก็ได้ หากเรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตน ที่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คือ โอกาส ให้เราได้พัฒนาทุกครั้งค่ะ

ขอเพียงแค่เราเข้าใจว่า…การให้อภัยตัวเอง ไม่ใช่การมองข้ามพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของเรา แต่มันเป็นการวางอดีตและเดินไปข้างหน้า ด้วยการเดินอยู่บนรากฐานที่ถูกที่ควรยิ่งขึ้น เรามาหมั่นฝึกตนให้เป็นคนที่ดีขึ้นไปวันละเล็กวันละน้อย ผ่านการสำรวมวาจา สำรวมความคิดกันนะคะ

สำหรับวันนี้ อิคิ ∙ 生き ขอจบบทความแต่เพียงเท่านี้ หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า… ทุกท่านจะได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกับที่ อิคิ ∙ 生き ได้รับค่ะ

แล้วพบกันใหม่กับบทความต่อ ๆ ไป ของ อิคิ ∙ 生き กันนะคะ

สวัสดีค่ะ ☺️

𝑺tory 𝒃y : ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต


ที่มาและแรงบันดาลใจ :

  • หนังสือ Crucial Conversations
  • การดำเนินชีวิตที่ดีที่สุดเป็นอย่างไร ? | พระธรรมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) | วาทะ พระ ทอล์ก https://youtu.be/j7T4KsyTjvU?si=hBOv_vWgMSV5W0mt

Leave a comment